pblack's blog

ปตท. เดินหน้าลุยพัฒนาธุรกิจกาแฟอเมซอน

By: pblack on Thu, 2013-01-10 19:42

ปตท.ประสบความสำเร็จอย่างมากกับกาแฟอเมซอน โดยคาดการณ์ว่าในปีที่ผ่านมาสร้างรายได้มากถึง3พันล้านบาท และภายในปีนี้จะขยายสาขาได้ถึงเกือบ900แห่งทั่วประเทศ นายสรัญ รังคสิริ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ หน่วยธุรกิจน้ำมัน บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เปรียบเทียบธุรกิจกาแฟกับธุรกิจน้ำมันว่ามีความคล้ายคลึงกันในหลายด้าน การผลิตเมล็ดกาแฟก็เหมือนการขุดเจาะน้ำมัน โรงคั่วจึงเป็นส่วนสำคัญของห่วงโซ่มูลค่า จะให้สมบูรณ์ได้ปตท.ต้องลงมือทำเอง ดังนั้นในปีนี้ปตท.จะพัฒนาธุรกิจกาแฟอเมซอนโดยสร้างโรงงานคั่วเมล็ดกาแฟขึ้นเอง โรงงานนี้จะตั้งอยู่ที่ อ.วังน้อย จ.อยุธยา และคาดว่าจะสร้างเสร็จภายในสิ้นปี 2556 ซึ่งโรงงานนี้นอกจากจะเป็นแหล่งวัตถุดิบสำหรับกาแฟในร้านอเมซอนแล้ว ยังสามารถต่อยอดธุรกิจไปยังผลิตภัณฑ์อื่นเช่น กาแฟป๋อง หรือกาแฟชงสำเร็จรูป เพื่อจัดจำหน่ายในช่องทางจำหน่ายอื่น และยังสามารถเป็นวัตถุดิบให้กับผู้ผลิตรายอื่นๆได้อีกด้วย

นอกจากนี้ ปตท.จะดำเนินการเพิ่มสินค้าภายในร้านกาแฟอเมซอน เช่น ชา, น้ำหวาน, น้ำผลไม้ และเบเกอรี่ โดยได้เริ่มวางจำหน่ายน้ำดื่ม, น้ำแร่ และน้ำไพ ไปแล้ว รวมถึงจะขยายสาขาของร้านกาแฟอเมซอนที่อยู่นอกสถานีบริการน้ำมันปตท. และตั้งเป้าที่จะขยายสาขาไปพร้อมกับสถานีบริการน้ำมันที่อยู่นอกประเทศด้วย ซึ่งขณะนี้ปตท.มีสถานีบริการแล้วหนึ่งแห่งที่เวียงจันทร์ ประเทศลาว

ที่มา - ประชาชาติธุรกิจ

Ford ประกาศปรับโครงสร้างในยุโรป เริ่มจากปิดโรงงาน3แห่ง

By: pblack on Sat, 2012-10-27 16:54
Tags: 

หลังจากเศรษฐกิจยุโรปยังแย่ลงอย่างต่อเนื่อง ความต้องการและความสามารถในการจับจ่ายของผู้คนก็น้อยลง ดูได้จากตลาดอุตสาหกรรมรถยนต์ ยอดรถจดทะเบียนใหม่ในยุโรปช่วง9เดือนที่ผ่านมาลดลงถึง 7.6% ในขณะที่ถ้าเทียบเฉพาะเดือนกันยายนในปีนี้กับปีที่แล้วลดลงถึง 10.8%

แม้ว่ายอดขายรถของ ฟอร์ด ในอเมริกายังสร้างกำไรให้บริษัทได้ดี แต่สำหรับในทวีปยุโรปนั้นยังขาดทุนอย่างต่อเนื่องมาหลายปี โดยเฉพาะปีนี้และปีหน้าได้คาดการณ์ว่าจะขาดทุนถึง 1.5 พันล้านดอลลาร์ในแต่ละปี เนื่องจากมีปริมาณรถยนต์ที่ผลิตออกมาเกินความต้องการของตลาด ทำให้ฟอร์ดตัดสินใจปิดโรงงานทั้งหมด 3 แห่งในปี2013 และ 2014 โรงงานหลักที่เมืองเก็ง(Genk)ในประเทศเบลเยียม,โรงงานผลิตรถตู้ที่เซาแธมป์ตันและโรงงานประกอบที่ดาเกนแฮมในประเทศอังกฤษ ซึ่งจะทำให้ต้องปลดคนงานรวมทั้งหมด 6200 คน คิดเป็น13%ของคนงานทั้งหมดของฟอร์ดในยุโรป คิดเป็นกำลังผลิต 355,000คันต่อปี 18%ของกำลังผลิตในทวีปนี้ การปิดโรงงานทั้งสามแห่งจะทำให้ฟอร์ดประหยัดค่าใช้จ่ายไปได้ ประมาณ 500 ล้านดอลลาร์ต่อปี มีข้อมูลเพิ่มเติมว่าฟอร์ดจะลงทุนในการผลิตรถยนต์เครื่องดีเซลเพิ่มโดยคาดว่าอาจจะทำให้ฟอร์ดเริ่มมีรายได้จากการขายรถในทวีปยุโรปได้ในปี 2017 เป็นต้นไป

นักวิเคราะห์หลายรายสนับสนุนการตัดสินใจของฟอร์ด และระบุว่าบริษัทอีกหลายแห่งจะเริ่มถอนการลงทุนในประเทศแถบยุโรปเช่นเดียวกับฟอร์ด และในสัปดาห์หน้าบริษัท เจเนอรัลมอเตอร์ ยักษ์ใหญ่จากอเมริกาจะประกาศผลประกอบการและแผนการในอนาคต ซึ่งอาจจะมีการพูดถึงประเด็นเรื่องการดำเนินการเกี่ยวกับ โอเปิล บริษัทในเครือข่ายที่ขาดทุนหนัก อาจจะปิดโรงงานเช่นเดียวกับฟอร์ดก็เป็นได้

The Age, Wall Street, Bloomberg, USA Today

1 พ.ย. 55 จุดเปลี่ยนของตลาดน้ำดำในประเทศไทย

By: pblack on Wed, 2012-10-17 14:08

วันที่ 1 พฤศจิกายนนี้ สัญญาระหว่างบริษัทเสริมสุขกับบริษัทเป๊ปซี่-โคกำลังจะหมดลง บริษัทเสริมสุขจะเริ่มทำการผลิตและดันยี่ห้อใหม่ของตัวเอง โดยก่อนหน้านี้แหล่งข่าวจากคณะกรรมการบริษัทเสริมสุขได้ระบุว่าเสริมสุขไม่ต้องการทำตลาดให้กับแบรนด์จากต่างประเทศอีก แม้ว่าบมจ.ไทยเบฟเวอเรจจะได้แบรนด์น้ำอัดลมจากบริษัทเอฟแอนด์เอ็นมาครอบครอง แต่ทางเสริมสุขเลือกจะสร้างแบรนด์ใหม่เป็นของตัวเองโดยจะใช้ชื่อใหม่ซึ่งจะออกเสียงว่า "เอส" แต่จะเขียนออกมาในรูปแบบอย่างไรนั้นยังไม่มีความชัดเจน

ส่วนทางด้านเป๊ปซี่ แชมป์น้ำโคล่าหลายสิบปีในไทยแทบจะต้องเริ่มนับหนึ่งใหม่กับตลาดในไทย หลังจากก่อนหน้านี้มีข่าวเข้าเจรจากับบริษัทบุญรอดเรื่องการผลิตและจัดจำหน่าย แต่ว่าทางบุญรอดฯประกาศออกมาแล้วว่าไม่สามารถตกลงสรุปเรื่องข้อสัญญากันได้ ซึ่งบุญรอดฯจะไม่ผลิตและไม่เป็นช่องจัดจำหน่ายให้กับเป๊ปซี่ ทำให้ปัจจุบันเป๊ปซี่ขาดทั้งโรงงานผลิตและช่องทางจัดจำหน่าย แม้ว่าจะมีโรงงานใหม่ในชื่ออินเตอร์เนชั่นแนล รีเฟรชเมนท์ ที่ซื้อมาจากซานมิเกล แต่ก็ไม่สามารถทดแทนได้ เพราะมีแค่โรงงานเดียวจากเมื่อก่อนมีโรงงานถึงห้าแห่งในการผลิต รวมทั้งปัญหาเรื่องบรรจุภัณฑ์ที่ไม่สามารถหาขวดแก้วได้จึงมีแค่ขวด PET ให้ใช้เท่านั้น

คาดว่าในไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ เป๊ปซี่จะเริ่มขาดตลาด โปรโมชั่น,โฆษณาและกิจกรรมร่วมต่างๆของเป๊ปซี่จะชะลอลง ผู้บริโภคมีแนวโน้มหันไปดื่มยี่ห้ออื่นแทน นอกจากโค้กและแบรนด์ใหม่ของเสริมสุขแล้ว ยังมีตัวเลือกอื่นอีกเช่น บิ๊กโคล่าของบริษัท อาเจไทย ที่ก่อนหน้านี้เน้นทำการตลาดกับผู้บริโภคในต่างจังหวัดเป็นหลัก ซึ่งน่าจะหันมากระตุ้นยอดขายในตลาดกลุ่มคนเมืองมากขึ้น ในปีหน้าโค้กจะขึ้นเป็นผู้นำอันดับหนึ่งเหมือนกับประเทศอื่นๆ แต่อันดับสองนั้นต้องดูกันว่าเสริมสุขจะใช้เครื่องมือและทรัพยากรเดิมที่มีพร้อมอยู่แล้วได้ดีแค่ไหน และที่สำคัญคือรสชาติของผลิตภัณฑ์ใหม่นั้นจะทำออกมาอย่างไร ตรงกับความต้องการของกลุ่มผู้บริโภครึเปล่า ไม่ใช่งานง่ายที่บิ๊กโคล่าจะสอดแทรกเพื่อขึ้นเป็นอันดับสองเหมือนกัน

ที่มา - กรุงเทพธุรกิจ

Subscribe to RSS - pblack's blog