arjin's blog

วอร์เรน บัฟเฟตต์เผยว่าเป็นมะเร็งต่อมลูกหมากระยะแรก

By: arjin on Wed, 2012-04-18 09:27

วอร์เรน บัฟเฟตต์ มหาเศรษฐีนักลงทุนชื่อดังของโลกวัย 81 ปีได้ออกจดหมายถึงผู้ถือหุ้นว่าเขาตรวจพบว่าเป็นมะเร็งต่อมลูกหมากในขั้นเริ่มต้น โดยแพทย์กล่าวว่าการตรวจพบนี้ไม่ส่งผลใดๆ ต่อการใช้ชีวิตประจำวัน ซึ่งบัฟเฟตต์กล่าวว่าเขาจะยังคงบริหาร Berkshire Hathaway ต่อไป

ทั้งนี้การออกมาเปิดเผยเรื่องโรคมะเร็งของบัฟเฟตต์ทำให้นักวิเคราะห์เปรียบเทียบกรณีดังกล่าวกับการลาป่วยของสตีฟ จ็อบส์แห่งแอปเปิลซึ่งพยายามไม่เปิดเผยรายละเอียดการรักษามากนัก ต่างจากบัฟเฟตต์ที่กล้าออกมาเปิดเผยแม้ถูกตรวจพบเพียงระยะแรกของมะเร็ง ซึ่งสถิติทางการแพทย์นั้นสามารถรักษาให้หายได้มากกว่า 99% ถ้าตรวจพบก่อน

กรณีบัฟเฟตต์อีกประเด็นหนึ่งที่คล้ายกับแอปเปิลนั่นคือผู้ถือหุ้นพยายามตั้งคำถามว่าใครจะมาเป็นผู้สืบทอดคนต่อไป โดยบัฟเฟตต์เคยเปิดเผยก่อนหน้านี้เพียงว่าเขาได้เลือกคนที่มาบริหาร Berkshire ต่อไว้ในใจเรียบร้อยแล้วแต่ยังไม่มีการแจ้งกับคนดังกล่าว

ที่มา: The New York Times และ Forbes

Facebook จะเลือกซื้อขายในตลาดหุ้น Nasdaq

By: arjin on Fri, 2012-04-06 21:07

ทราบกันดีอยู่แล้วว่า Facebook ได้ยื่นเอกสารเพื่อเตรียมเข้าซื้อขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ แต่ที่ผ่านมา Facebook ยังไม่ได้ตัดสินใจเลือกว่าจะเอาหุ้นของบริษัทเข้าซื้อขายที่ตลาดหุ้นนิวยอร์ค (NYSE) หรือ Nasdaq ซึ่งรายงานล่าสุดจาก The New York Times และ CNBC ยืนยันตรงกันว่า Facebook เลือกตลาดหุ้น Nasdaq แล้ว

ประเด็นที่ว่าซื้อขายในตลาดใดอาจไม่มีนัยยะต่อ Facebook นัก แต่ข่าวนี้ส่งผลดีต่อตัวตลาด Nasdaq อย่างมาก เพราะ Facebook จะมีหุ้นเพิ่มทุนเพื่อมาซื้อขายในตลาดช่วงแรกมีมูลค่าประเมินสูงถึง 5 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งจะช่วยเสริมวอลุ่มให้กับตลาดได้อย่างดี

อีกเหตุผลที่ Facebook เลือก Nasdaq ก็คือในตลาด Nasdaq มีบริษัทด้านเทคโนโลยีเข้ามาจดทะเบียนซื้อขายหุ้นอยู่แล้วหลายรายทั้ง แอปเปิล กูเกิล และไมโครซอฟท์ หากแต่ปีที่แล้วตลาดหุ้นนิวยอร์คสามารถชิงเอา LinkedIn เข้ามาซื้อขายในตลาดของตนได้สำเร็จ ก็เลยเกิดกระแสว่า Facebook อาจตามไปอยู่ตลาดหุ้นนิวยอร์คด้วยนั่นเอง

ที่มา: USA Today

Groupon รายงานปัญหาการลงบัญชีไตรมาสล่าสุด - กลต. สหรัฐอาจเข้าตรวจสอบ

By: arjin on Tue, 2012-04-03 15:40

เว็บขายดีลแบบกลุ่มรายใหญ่ Groupon ซึ่งเพิ่งเข้าตลาดหุ้นไปเมื่อปลายปีที่แล้ว ได้ทำหนังสือแจ้งตลาดหลักทรัพย์ NASDAQ ว่ารายงานผลประกอบการไตรมาสที่ 4 ของปี 2011 ของบริษัทที่ผ่านมานั้นต้องคำนวณใหม่ เนื่องจากเกิดความผิดพลาดของการควบคุมภายใน ซึ่งบริษัทจะเร่งแก้ปัญหานี้โดยเร็วที่สุด แต่ไม่สามารถกำหนดระยะเวลาได้ อีกทั้งไม่สามารถยืนยันว่าจะแก้ไขปัญหาการควบคุมภายในได้อย่างสมบูรณ์

Groupon อธิบายว่าปัญหาที่เกิดขึ้นมาจากบรรดาดีลที่ลูกค้าที่ซื้อไปแล้วมาขอคืนเงิน โดย Groupon กำหนดไว้ว่าลูกค้าสามารถขอคืนเงินได้หากไม่พอใจในบริการหรือสินค้า หากแต่ Groupon เองกลับไม่สามารถไปขอคืนเงินส่วนต่างนี้ได้ต่อจากร้านค้าที่ทำดีลร่วมกันทั้งหมด เนื่องจากปัญหาการทำข้อตกลงและการประสานงานกัน ซึ่งปัญหานี้ส่วนใหญ่เกิดกับดีลที่มีราคาสูงอย่างเช่นตั๋วโดยสารเครื่องบินหรือมื้ออาหารหรู ส่งผลให้ Groupon ต้องบันทึกค่าเสียหายนี้เป็นค่าใช้จ่ายบริษัทเพิ่มเติมอีกราว 22.6 ล้านดอลลาร์ โดยไตรมาสที่ผ่านมานั้น Groupon ก็ขาดทุนอยู่แล้วถึง 42 ล้านดอลลาร์ ที่ร้ายแรงกว่าคือเงินสดที่บริษัทสำรองไว้เพื่อจ่ายเป็นค่าเสียหายกับลูกค้านี้ก็ไม่เพียงพออีกด้วย

เหตุการณ์ดังกล่าวยังทำให้นักวิเคราะห์ตั้งคำถามไปยังบริษัทผู้ตรวจสอบบัญชีให้กับ Groupon คือบริษัท Ernst & Young ว่าทำไมจึงไม่มีการตั้งข้อสังเกตใดๆ เลยในงบการเงินของไตรมาสที่ผ่านมา แม้หลายฝ่ายจะแย้งว่ารูปแบบธุรกิจของ Groupon นั้นใหม่เกินไปสำหรับนักบัญชี ซึ่งการลงบัญชีรายรับรายจ่ายนั้นแปลกใหม่เกินกว่าที่บริษัทผู้ตรวจสอบจะไล่ตามได้ทัน อย่างไรก็ตามตอนนี้ Groupon ได้ว่าจ้างบริษัทผู้ตรวจสอบบัญชีรายใหญ่เพิ่มเติมทั้ง KPMG, PricewaterhouseCoopers และ Deloitte & Touche เพื่อมาช่วยสอบสวนหาต้นตอของปัญหาอีกด้วย

ทางกลต. สหรัฐกล่าวว่าคณะกรรมการกำลังอยู่ในขั้นตอนพิจารณาว่าจะต้องเข้าสอบสวนปัญหานี้ของ Groupon อย่างเป็นทางการหรือไม่ ขณะที่ราคาหุ้นของ Groupon เมื่อคืนวันจันทร์อยู่ที่ 15.28 ดอลลาร์ ลดลงวันเดียวถึงเกือบ 17% ภายหลังมีข่าวดังกล่าว

ที่มา: Bloomberg และ WSJ

Foxconn เข้าถือหุ้น 11% ในบริษัท Sharp

By: arjin on Tue, 2012-03-27 16:30

บริษัท Sharp ผู้ผลิตจอภาพแอลซีดีรายใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่นเปิดเผยวันนี้ว่าบริษัทได้ประกาศเพิ่มทุน 6.65 หมื่นล้านเยนในรูปของหุ้น โดยจำหน่ายให้กับ 4 บริษัทในเครือ Hon Hai Precision Industry ของไต้หวันหรือที่รู้จักกันในชื่อ Foxconn ซึ่งเป็นผู้ผลิตสินค้ารายใหญ่ให้กับแอปเปิล โดยบริษัท Hon Hai จะกลายเป็นถือหุ้นใหญ่ใน Sharp คิดเป็นสัดส่วน 11%

Sharp ประเมินว่าผลประกอบการประจำปีสิ้นสุดเดือนมีนาคมนี้ บริษัทจะขาดทุนสูงมากกว่า 2 แสนล้านเยนเนื่องจากการปรับตัวลงอย่างมากของราคาโทรทัศน์ ซึ่งนำมาสู่การเพิ่มทุนและการเข้าถือหุ้นของบริษัท Hon Hai ดังกล่าว

ที่มา: Bloomberg และ Reuters

ดิสนีย์คาดเจ๊งจากหนัง John Carter 200 ล้านดอลลาร์

By: arjin on Tue, 2012-03-20 06:24

วอลต์ดิสนีย์ออกมาประกาศกับนักลงทุนว่าบริษัทคาดว่า John Carter ภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์เรื่องล่าสุดของสตูดิโอที่ไม่ประสบความสำเร็จใน Box Office อาจต้องบันทึกขาดทุนถึง 200 ล้านดอลลาร์ จากทุนสร้างราว 250 ล้านดอลลาร์ ถือเป็นการขาดทุนในภาพยนตร์เรื่องเดียวครั้งใหญ่ครั้งหนึ่งของดิสนีย์ซึ่งมากกว่าที่นักวิเคราะห์ประเมินไว้ก่อนหน้านี้

นักวิเคราะห์มองว่า John Carter เป็นความผิดพลาดครั้งร้ายแรงของดิสนีย์ที่เลือกลงทุนสูงเกินไปกับโครงการภาพยนตร์ที่ยังไม่รู้จะออกหัวหรือก้อย ถึงแม้ถ้าหนังประสบความสำเร็จก็อาจจะมีรายการแฟรนไชส์ต่อยอดตามสไตล์ดิสนีย์ได้มากมายก็ตาม ซึ่งหลังจากนี้ดิสนีย์ควรกลับไปเล่นเกมปลอดภัยด้วยการทุ่มเงินกับโครงการหนังเรื่องใหม่ของ Pixar หรือซีรี่ส์ภาคต่อของ Pirates of Caribbean มากกว่า

ที่มา: Bloomberg

หุ้นแอปเปิลกลายเป็นหุ้นเก็งกำไรระยะสั้นยอดนิยมของวอลล์สตรีท

By: arjin on Tue, 2012-03-06 16:10

ตั้งแต่วันจันทร์ที่ผ่านมาราคาหุ้นของบริษัทแอปเปิล (NASDAQ:AAPL) มีความผันผวนระหว่างวันในช่วงการซื้อขายสูงมากขึ้น ซึ่งนักวิเคราะห์จาก Wedgewood Partners ให้ความเห็นว่านักเก็งกำไรเริ่มเข้ามาซื้อขายหุ้นแอปเปิลกันแบบระยะสั้นมากขึ้น นับตั้งแต่แอปเปิลกลายเป็นบริษัทที่ 6 ในประวัติศาสตร์อเมริกาที่มีมูลค่ากิจการตามราคาในตลาดหลักทรัพย์เกิน 5 แสนล้านดอลลาร์ อีกทั้งแอปเปิลยังมีเป็นหุ้นประเภท "มีข่าว" ออกมาอยู่ต่อเนื่อง อย่างล่าสุดก็คือการเก็งกำไรประเด็น iPad รุ่นถัดไป จึงเหมาะมากสำหรับการเล่นเพื่อหวังทำกำไรระยะสั้น

ปัจจุบันแอปเปิลมีมูลค่ากิจการที่สูงจนถ่วงน้ำหนักถึง 4% ในดัชนีเอสแอนด์พี 500 พูดได้ว่าการขึ้นลงของหุ้นแอปเปิลส่งผลได้สูงต่อดัชนีเอสแอนด์พี 500 มาก เมื่อรวมกับความผันผวนระหว่างวันที่สูงขึ้นมาก โดยกรอบการขึ้นลงระหว่างวันปัจจุบันอยู่ที่ $12 ส่วนเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมาหุ้นแอปเปิลมีการเปลี่ยนแปลงเมื่อจบการซื้อขายของวันระดับบวกลบเกิน 1% ถึง 12 วัน ปัจจัยเหล่านี้เองที่ส่งผลให้หุ้นแอปเปิลเริ่มเป็นที่นิยมของบรรดาเฮดจ์ฟันด์ ตลอดจนการซื้อขายในตลาดออปชันอีกด้วย

ที่ผ่านมาบริษัทในอเมริกาที่เคยมีมูลค่าเกิน 5 แสนล้านดอลลาร์ได้แก่ ไมโครซอฟท์, Exxon Mobil, ซิสโก้, อินเทล และ GE ซึ่งทุกบริษัทปัจจุบันมีมูลค่าต่ำกว่า 5 แสนล้านดอลลาร์แล้วทั้งสิ้น เหล่านักเก็งกำไรจึงไม่เชื่อว่าแอปเปิลจะ "สร้างประวัติศาสตร์ใหม่" ขึ้นมาได้สำเร็จ มองว่าวันหนึ่งหุ้นแอปเปิลก็จะเข้าสู่ขาลงและมีมูลค่าต่ำกว่าตัวเลข 5 แสนล้าน

อย่างไรก็ตามหากพิจารณาปัจจัยพื้นฐานแบบหุ้นคุณค่าแล้ว หุ้นแอปเปิลซื้อขายกันที่อัตราส่วน P/E 15 เท่า ขณะที่กำไรสุทธิปีที่ผ่านมาเติบโตถึง 83% และอยู่ในระดับนี้หลายปีแล้ว จึงอาจกล่าวในอีกด้านหนึ่งได้ว่าตลาดหุ้นยังกดราคาหุ้นแอปเปิลไม่ให้สูงอยู่นั่นเอง ความเชื่อที่ว่าหุ้นเกิน $500 แล้วแพงจึงอาจไม่ถูกเสียทีเดียว

เรื่องหนึ่งที่แอปเปิลสู้ไมโครซอฟท์กับกูเกิลไม่ได้ - การบริหารผลตอบแทนการลงทุน

By: arjin on Wed, 2012-02-15 15:45

ในด้านตัวเลขทางการเงินแล้วสิ่งที่บริษัทแอปเปิลถูกจับตามองอย่างมากคือเงินสดอันล้นเหลือ ซึ่งในรายงานผลประกอบการไตรมาสที่ผ่านมานั้นมีสูงถึง 9.76 หมื่นล้านดอลลาร์แล้ว และคาดว่า ณ ขณะนี้แอปเปิลน่าจะมีเงินสดเกินแสนล้านดอลลาร์แล้ว จึงเกิดคำถามยอดนิยมในช่วงที่ผ่านมาจากผู้ถือหุ้นและนักวิเคราะห์ว่าแอปเปิลจะเอาเงินไปทำอะไรต่อ โดยที่ผ่านมาแอปเปิลยังปฏิเสธที่จะจ่ายออกมาเป็นเงินปันผล บอกแค่เพียงต้องเก็บไปใช้ลงทุนยามจำเป็น ถ้าเช่นนั้นแล้วทุกวันนี้เงินมหาศาลก้อนนี้แอปเปิลทำอะไรกับมันอยู่?

Richard Leong จากสำนักข่าว Reuters ได้ทำการตรวจสอบการบริหารเงินสดของแอปเปิลเพราะสำหรับบริษัทใดๆ ก็ตามแล้ว พวกเขาจะนำเงินสดส่วนที่เหลือใช้ไปเก็บไว้ในการลงทุนต่างๆ แทนที่จะฝากบัญชีธรรมดาซึ่งก็พบความน่าสนใจดังนี้ครับ

ในงบการเงินประจำปีสิ้นสุดเดือนกันยายนปี 2011 แอปเปิลรายงานว่าบริษัทมีเงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสด 8.16 หมื่นล้านดอลลาร์ และสามารถสร้างผลตอบแทนจากการนำเงินสดไปลงทุนได้เพียง 0.77% เท่านั้น แต่ยังเยอะกว่าผลตอบแทนปี 2010 ที่อยู่ที่ 0.75% โดยถ้าย้อนไปช่วงปี 2009 นั้นแอปเปิลสามารถสร้างผลตอบแทนการลงทุนได้ถึง 3.44% ซึ่งอ่านถึงตรงนี้ก็ไม่ต้องสงสัยเลยว่าผลตอบแทนปีที่ผ่านมานี้ช่างน้อยยิ่งนัก ลองเทียบกับฝากประจำระยะเวลา 1 ปีของธนาคารพาณิชย์ในไทยเฉลี่ยแล้วยังได้เยอะกว่านี้เลย

ฟูจิประกาศพร้อมช่วยเหลือ Olympus ถ้ามีการร้องขอ

By: arjin on Wed, 2012-01-18 15:00

จากปัญหาทุจริตใน Olympus ที่สร้างความเสียหายต่อบริษัทจนอาจต้องหลุดจากตลาดหุ้น จึงมีข่าวออกมาก่อนหน้านี้ว่าหลายบริษัทในประเทศญี่ปุ่นอาจเข้าช่วยเหลือด้านการเงิน ล่าสุด Shigetaka Komori ประธานบริษัท Fujifilm Holdings ออกมาให้สัมภาษณ์ว่าบริษัทยินดีให้ความช่วยเหลือด้านการเงินแก่ Olympus ถ้าหากมีการร้องขอ

นอกจากนี้ประธาน Komori ยังกล่าวว่ารัฐบาลญี่ปุ่นควรออกมาแก้ปัญหาค่าเงินเยนแข็งโดยเร่งด่วน เนื่องจากส่งผลเสียหายต่อธุรกิจที่ต้องพึ่งรายได้จากการส่งออกอย่างมาก

ที่มา: Reuters

ราคาทองคำร่วงลงต่อเนื่องจากเหตุดอลลาร์แข็งค่า

By: arjin on Thu, 2011-12-15 09:54

ราคาทองคำโลกยังคงปรับตัวลงต่อเนื่องเป็นวันที่ 4 เนื่องจากความกังวลปัญหาหนี้ของยุโรป จนส่งผลให้ค่าเงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้นและกระทบราคากลุ่มโลหะมีค่าให้เข้าสู่ภาวะขาลง โดยนอกจากทองคำแล้วแพลตินั่มเองก็มีราคาลดลงต่ำสุดในรอบ 2 ปี โดยราคาสปอตทองคำล่าสุดอยู่ที่ $1,576.35 ปรับตัวลดลงกว่า 8% ภายในเวลา 3 วันแล้ว ขณะที่สัญญาซื้อขายล่วงหน้าส่งมอบเดือนกุมภาพันธ์อยู่ที่ $1,571.50 ซึ่งถือเป็นการปรับตัวลงของราคาทองคำที่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ 200 วัน (MA200) เป็นครั้งแรกในรอบ 3 ปี ส่งสัญญาณว่าราคาทองคำอาจเข้าสู่ภาวะถดถอยแล้ว ส่วนค่าเงินดอลลาร์นั้นได้ปรับตัวขึ้นสูงสุดในรอบ 11 เดือน เป็นสัญญาณที่ส่งผลให้ตลาดอื่นเกิดการอ่อนตัวลง

ราคาสปอตทองคำทำสถิติสูงสุดที่ $1,921.15 เมื่อเดือนกันยายนซึ่ง ณ ราคาปัจจุบันถือว่าลดลงถึง 20% จากจุดสูงสุด

ที่มา: Bloomberg

อันดับเศรษฐีหุ้นไทย 2554 - ทองมา ยังครองแชมป์ปีที่ 2

By: arjin on Wed, 2011-12-14 15:51

ผลการจัดอันดับเศรษฐีหุ้นไทยประจำปี 2554 ซึ่งจัดโดยวารสารการเงินธนาคารร่วมกับคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งใช้วิธีวัดมุลค่าหุ้นที่ถือครองประเภทบุคคลธรรมดา ตามการปิดสมุดทะเบียนผู้ถือหุ้นล่าสุดก่อนวันที่ 30 กันยายน 2554 พบว่าแชมป์เศรษฐีหุ้นไทยประจำปีนี้ยังคงเป็นของนายทองมา วิจิตรพงศ์พันธุ์ ประธานกรรมการบริหารและกรรมการผู้จัดการ บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท จำกัด (SET:PS) ติดต่อกันเป็นปีที่ 2 โดยถือครองหุ้นพฤกษา 58.66% มูลค่า 18,516.57 ล้านบาทและหุ้นบริษัทรับเหมาก่อสร้าง ซีฟโก้ (SET:SEAFCO) มูลค่า 3.77 ล้านบาท โดยความมั่งคั่งของนายทองมาปีนี้ลดลงถึงกว่า 12,000 ล้านบาทเนื่องจากราคาหุ้น PS ปรับลดลงมากกว่า 40% ในช่วงปีที่ผ่านมา ส่วนอันดับที่ 2 เป็นของอดีตแชมป์เศรษฐีหุ้นไทย 7 ปีซ้อนอย่างนายอนันต์ อัศวโภคิน

ในส่วนของอันดับประเภทตระกูลเศรษฐีหุ้นนั้น ตระกูลมาลีนนท์ยังครองแชมป์ติดต่อกันเป็นปีที่ 13 มีมูลค่าความมั่งคั่ง 33,805.47 ล้านบาท ลดลงจากปีก่อน 10,370.99 ล้านบาท โดยมีปัจจัยสำคัญคือการขายหุ้นออกไปให้กับกลุ่มสถาบันการเงินช่วงที่ผ่านมา ขณะที่ตระกูลที่สื่อมวลชนให้ความสนใจสูงอย่างตระกูลชินวัตรนั้นปีนี้ขยับขึ้นมาอยู่อันดับที่ 30 โดยมีแพทองธาร ชินวัตรและพิณทองทา ชินวัตรถือครองหุ้นเอสซี แอสเซท (SET:SC) อยู่คนละประมาณ 2,000 ล้านบาท

อันดับทั้งหมดดูท้ายข่าวครับ

ที่มา: ประชาชาติธุรกิจ

ก.ล.ต.กำลังพิจารณาตราสารอนุพันธ์อ้างอิงปริมาณน้ำฝน

By: arjin on Wed, 2011-12-14 11:50

ดร.วรพล โสคติยานุรักษ์ เลขาธิการคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) กล่าวว่าจากปัญหาอุทกภัยในประเทศช่วงที่ผ่านมาทำให้เกิดความกังวลว่าน้ำท่วมซึ่งมีแนวโน้มจะเกิดบ่อยขึ้น อาจส่งผลต่อเศรษฐกิจในประเทศไทยได้รุนแรงมากขึ้น และส่งผลต่อภาคธุรกิจ ทางก.ล.ต.จึงกำลังพิจารณาให้มีการซื้อขายตราสารอนุพันธ์ซึ่งทำการอ้างอิงกับปริมาณน้ำฝนหรือระดับน้ำในเขื่อนแต่ละวัน ซึ่งการออกตราสารดังกล่าวจะมีประโยชน์ในการป้องกันความเสี่ยงโดยตรงกับภาคเกษตรกรรมไม่ว่าจะเป็นสภาวะน้ำท่วมสูงหรือเกิดภัยแล้ง

ตราสารอนุพันธ์ที่อ้างอิงกับสภาพอากาศนั้นไม่ใช่เรื่องใหม่แต่มีมานานแล้วในต่างประเทศ รายงานจาก Weather Risk Management Association พบว่าการเติบโตของตลาดตราสารอนุพันธ์ที่อ้างอิงสภาพอากาศนั้นเพิ่มขึ้นถึง 20% ในปีที่ผ่านมาเนื่องความผันผวนของสภาพอากาศโลกที่มากขึ้น ปัจจุบันมีการออกตราสารที่อ้างอิงทั้งกับระดับน้ำฝน หิมะ การเกิดพายุ ที่ส่งผลโดยตรงต่อภาคธุรกิจจนทำให้ไม่สามารถดำเนินงานได้ตามปกติ

ตัวแทนจากหลักทรัพย์ Asia Plus ให้ความเห็นว่าอนุพันธ์ระดับน้ำฝนนั้นไม่น่าได้รับความนิยมและคงมีสภาพคล่องในตลาดต่ำ แต่ถือเป็นเรื่องดีเพราะตราสารนี้สามารถป้องกันความเสี่ยงให้ภาคธุรกิจได้มาก โดยเฉพาะภาคเกษตรกรรม สำหรับใครที่อ่านถึงตรงนี้แล้วยังไม่เข้าใจกลไกของอนุพันธ์สภาพอากาศ แนะนำให้อ่านบทความเรื่อง ตราสารอนุพันธ์กับการบริหารความเสี่ยงเรื่องน้ำท่วม โดยคุณกวี นำพาเจริญครับ

ที่มา: Bloomberg

ธ.เกียรตินาคินประกาศควบรวมกิจการกับทุนภัทร

By: arjin on Fri, 2011-12-09 14:21

ธนาคารเกียรตินาคิน จำกัด (มหาชน) (SET:KK) และบริษัท ทุนภัทร จำกัด (มหาชน) (SET:PHATRA) ได้แจ้งต่อตลาดหลักทรัพย์ฯ วันนี้ว่าสองบริษัทมีมติในการร่วมกิจการกันเพื่อการดำเนินธุรกิจทางด้านการเงิน โดยประกอบด้วยส่วนธุรกิจธนาคารพาณิชย์ ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจสนับสนุนอื่นๆ ร่วมกัน

ทั้งนี้ธนาคารเกียรตินาคินจะทำคำสั่งเสนอซื้อหลักทรัพย์ของทุนภัทรทั้งหมดเพื่อถอดหุ้นภัทรออกจากตลาดหลักทรัพย์ (Delisting Tender Offer) โดยจ่ายเป็นหุ้นสามัญเพิ่มทุนของธนาคารเกียรตินาคิน ในอัตราส่วน 1 หุ้น PHATRA ต่อ 0.9135 หุ้น KK

ที่มา: ข่าวตลาดหลักทรัพย์ฯ [1], [2]

ครม.ยกเว้นภาษีให้ฮอนด้าในการนำเข้ารถยนต์ทั้งคัน

By: arjin on Tue, 2011-11-29 22:41
Tags: 

ในการประชุมคณะรัฐมนตรีวันนี้ได้มีมติในการยกเว้นอากรขาเข้าสำหรับเครื่องจักร รถยนต์สำเร็จรูป และชิ้นส่วนรถยนต์แก่ผู้ประกอบการที่อยู่ในพื้นที่ประสบอุทกภัย โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 25 ตุลาคม 2554 ถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2555 ทั้งนี้เงื่อนไขการยกเว้นภาษีสำหรับการนำเข้ารถยนต์ทั้งคันนั้น ตัวโรงงานที่ได้รับผลกระทบต้องผลิตรถยนต์ครบวงจรในพื้นที่อุทกภัย ทำให้มีฮอนด้าเพียงบริษัทเดียวที่เข้าข่ายได้รับประโยชน์ดังกล่าว โดยฮอนด้าปัจจุบันมีกำลังการผลิตรถยนต์ปีละ 240,000 คัน จำหน่ายในประเทศราว 120,000 คัน

ผู้บริหารจากฮอนด้ากล่าวว่าการนำเข้ารถยนต์ปลอดภาษีจะส่งผลดีต่อดีลเลอร์ให้สามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้ตามปกติ อย่างไรก็ตามรถยนต์นำเข้าแม้ปลอดภาษีแต่ก็จะมีราคาสูงกว่าปกติ เนื่องจากมีต้นทุนเพิ่มเติมทั้งค่าขนส่งและประกันภัย

ที่มา: โพสต์ทูเดย์ [1], [2]

ดัชนีวัดสภาพเศรษฐกิจตัวใหม่ - รองเท้าส้นสูง

By: arjin on Mon, 2011-11-28 14:06

ถ้าบ้านเราราคาไข่ไก่คือตัววัดสภาพเศรษฐกิจ ต่างประเทศเขาก็มีข้อเสนอเป็นตัววัดอื่นที่น่าสนใจเหมือนกัน อย่างล่าสุดทีมวิจัยของไอบีเอ็มก็ได้เก็บข้อมูลจากบล็อกต่างๆ เพื่อดูว่าระดับความสูงส้นรองเท้าส้นสูงที่นิยมกันนั้นมีความสัมพันธ์อย่างไรกับสภาพเศรษฐกิจ ได้ข้อสรุปดังนี้ครับ

ทีมวิจัยกล่าวว่าผู้หญิงจะนิยมใส่รองเท้าส้นสูงที่ส้นสูงขึ้นเรื่อยๆ ถ้าหากสภาพเศรษฐกิจอยู่ในช่วงฟื้นตัว พวกเขารู้สึกเหมือนมีความมั่นใจและอยากแสดงออกหรือเปิดเผยมากขึ้น ขณะที่ในสภาพเศรษฐกิจที่ไม่ดีอย่างตอนนี้ ผู้หญิงก็จะลดการแสดงออกโดยลดระดับความสูงของส้นรองเท้าลงมา ข้อมูลจากงานวิจัยพบว่าค่ามัธยฐานของความสูงส้นรองเท้ามีค่าสูงสุดช่วงปลายปี 2009 อยู่ที่ราว 5-9 นิ้ว ขณะที่ในปี 2011 นี้ค่ามัธยฐานความสูงส้นรองเท้าลดลงมาเหลือราว 2 นิ้วเท่านั้น แสดงให้เห็นความรู้สึกไม่มั่นใจกับสภาพเศรษฐกิจปัจจุบัน

ในอดีตก็เคยมีการเสนอดัชนีเกี่ยวกับผู้หญิงที่เกี่ยวข้องกับสภาพเศรษฐกิจ ทั้งดัชนีความสั้นของกระโปรงที่ว่าถ้าผู้หญิงยิ่งใส่กระโปรงสั้นแสดงว่าเศรษฐกิจดี (ด้วยแนวคิดแบบรองเท้าส้นสูงคือ ความรู้สึกอยากเปิดเผย) หรือที่ผ่านมาไม่นานอย่างดัชนียอดขายลิปสติก ที่ว่าถ้าหากลิปสติกขายดีแสดงว่าเศรษฐกิจเริ่มไม่ดีแล้ว เพราะผู้หญิงจะเริ่มหาวิธีอย่าหยุดสวยที่มีค่าใช้จ่ายน้อยลงอย่างเช่นการใช้ลิปสติกนั่นเอง

ที่มา: The Huffington Post และ The Christian Science Monitor

บ.ทรัพย์ศรีไทยเข้าซื้อโอบองแปง-ดังกิ้นโดนัท มูลค่า 1.3 พันล้าน

By: arjin on Mon, 2011-11-28 11:16

บริษัท ทรัพย์ศรีไทย จำกัด (มหาชน) (SET:SST) ได้แจ้งต่อตลาดหลักทรัพย์เมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายนที่ผ่านมาว่าที่ประชุมคณะกรรมการมีมติให้ซื้อหุ้นบริษัท มัดแมน จำกัด, บริษัท เอบีพี คาเฟ (ประเทศไทย) จำกัด และบริษัท โกลเด้น โดนัท (ประเทศไทย) จำกัด คิดเป็นมูลค่า 1,320 ล้านบาท โดยเอบีพี คาเฟเป็นบริษัทที่ถือสิทธิ์ในการดำเนินงานร้านโอบองแปง ส่วนโกลเด้นโดนัทถือสิทธิ์ในร้านดังกิ้นโดนัท

ปัจจุบันทรัพย์ศรีไทยดำเนินธุรกิจหลักคือให้บริการคลังสินค้าและคลังเอกสาร นอกจากนี้ยังมีการลงทุนในกิจการกลุ่มอื่นคือบริษัทอุตสาหกรรมวิวัฒน์ ผู้ผลิตน้ำมันพืชทิพ ซึ่งได้เข้าไปซื้อกิจการเมื่อปีที่แล้ว

ที่มา: ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย, กรุงเทพธุรกิจ

Pages

Subscribe to RSS - arjin's blog