Blogs

ค่าเช่าสำนักงานในซานฟรานซิสโก แพงกว่าในนิวยอร์กแล้ว

By: mk on Sun, 2016-01-10 18:14

การบูมของบริษัทไอทีสหรัฐ อันมีศูนย์กลางอยู่ที่เมืองซานฟรานซิสโก ส่งผลให้ค่าเช่าสำนักงานในซานฟรานซิสโกแพงขึ้นเรื่อยๆ และล่าสุดแพงกว่า "ทำเลทอง" ย่านแมนฮัตตันของนครนิวยอร์กแล้ว

สถิติค่าเช่าในไตรมาส 4/2015 พบว่าเมืองซานฟรานซิสโกมีค่าเช่าเฉลี่ย 72.26 ดอลลาร์ต่อตารางฟุต ในขณะที่แมนฮัตตันอยู่ที่ 71.85 ดอลลาร์ต่อตารางฟุต ถ้าเทียบอัตราการขึ้นค่าเช่า พบว่าซานฟรานซิสโกเพิ่ม 14% ส่วนแมนฮัตตันเพิ่ม 7%

นอกจากปัจจัยเรื่องบริษัทไอทีบูม ยังมีปัจจัยเรื่องปริมาณพื้นที่สำนักงานในซานฟรานซิสโกที่มีจำกัดด้วย ตัวอย่างบริษัทไอทีที่อยู่ในเมืองซานฟรานซิสโกได้แก่ Twitter, Uber, Airbnb

ที่มา - The New York Times, ภาพประกอบโดย Frank Schulenburg / Wikipedia

นักวิเคราะห์คาด นักท่องเที่ยวจีนจะเดินทางไปญี่ปุ่นน้อยลง จากเงินหยวนที่อ่อนค่า

By: arjin on Sun, 2016-01-10 08:23

นักวิเคราะห์ในญี่ปุ่นประเมินผลกระทบจากการอ่อนตัวของค่าเงินหยวนจีน ว่าอาจส่งผลหนักกับกลุ่มธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยว เนื่องจากช่วงที่ผ่านมา กลุ่มธุรกิจเหล่านี้ได้อานิสงส์จากนักท่องเที่ยวอย่างมาก

ตัวเลขที่เริ่มสะท้อนปัญหาดังกล่าว คือเมื่อเดือนสิงหาคม นักท่องเที่ยวจีนในญี่ปุ่นทำสถิติสูงสุดถึง 591,500 คน และลดลงต่อเนื่องตามเงินหยวนที่อ่อนค่า โดยเดือนพฤศจิกายนอยู่ที่ 363,000 คน

ตัวอย่างบริษัทที่ได้ประโยชน์มากจากนักท่องเที่ยวจีน อาทิ สินค้าเด็ก Pigeon หรือ Fast Retailing เจ้าของเสื้อผ้าแบรนด์ Uniqlo

ที่มา: Nikkei

รีวิวภาพยนตร์ The Big Short: เมื่อ Hegde Fund กลายเป็นพระเอก

By: lew on Fri, 2016-01-08 09:12

เมืองไทยมักมองเฮดจ์ฟันด์ (hedge fund) หรือกองทุนบริหารความเสี่ยงที่ทำกำไรจากการเก็งว่าหลักทรัพย์ใดๆ กำลังมีความผันผวน เป็นกองทุนปิศาจที่เป็นต้นเหตุของวิกฤติเศรษฐกิจไทยเมื่อปี 2540 แต่ภาพยนตร์เรื่อง The Big Short แสดงภาพกลับว่าคนเหล่านี้คือผู้มองเห็นความฉ้อฉลในระบบ และพวกเขาก็ทำกำไรจากความฉ้อฉลนั้น

ภาพยนตร์เรื่อง The Big Short สร้างขึ้นบนฐานของเรื่องจริงในหนังสือ The Big Short ของ Micheal Lewis เล่าถึงชีวิตของผู้จัดการกองทุนบริหารความเสี่ยงสามกลุ่ม ได้แก่ Micheal Burry, Mark Baum, และสองคู่หู Charlie Geller และ Jamie Shipley ที่เลือกเปิดสถานะ short เก็งว่าตลาดเงินกู้ที่อยู่อาศัยในสหรัฐฯ กำลังพัง โดยเริ่มเก็งตั้งแต่ปี 2005

Star Wars: The Force Awaken แซง Avatar ขึ้นเป็นหนังทำเงินอันดับหนึ่งของสหรัฐ

By: mk on Thu, 2016-01-07 22:07

Star Wars: The Force Awakens ยังเดินหน้าสร้างสถิติใหม่อย่างต่อเนื่อง หลังจากหนังทำรายได้ทั่วโลกเกิน 1 พันล้านดอลลาร์อย่างรวดเร็วเป็นประวัติการณ์ ล่าสุดรายได้ในสหรัฐอเมริกาก็แซงหน้า Avatar กลายเป็นหนังทำเงินอันดับหนึ่งแล้ว (เฉพาะในสหรัฐ ยังไม่ชนะถ้ารวมรายได้ทั่วโลก)

เว็บไซต์ The Hollywood Reporter รายงานยอดรายได้ของ The Force Awakens ในสหรัฐว่าอยู่ที่ 760.5 ล้านดอลลาร์ แซงหน้า Avatar ที่ทำรายได้ 750 ล้านดอลลาร์ได้แล้ว โดย Avatar ใช้เวลาฉาย 7 เดือนทำรายได้ขนาดนี้ ส่วน The Force Awakens ใช้เวลาไม่ถึงหนึ่งเดือนด้วยซ้ำ

อย่างไรก็ตาม รายได้ของ Avatar นอกสหรัฐเยอะมาก หนังมีรายได้ทั่วโลกสูงถึง 2.78 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งตอนนี้ The Force Awakens ยังทำรายได้ทั่วโลกที่ 1.56 พันล้านดอลลาร์เท่านั้น และแวดวงภาพยนตร์ก็คาดการณ์ว่ารายได้รวมน่าจะอยู่ที่ 2.2-2.4 พันล้านดอลลาร์ แซงหน้า Titanic ได้ แต่ยังไม่สามารถไปได้ถึง Avatar

ที่มา - The Hollywood Reporter

นักวิชาการท้าทายคำอ้างมูลนิธิ Anne Frank, เผยแพร่ต้นฉบับบันทึก

By: lew on Sat, 2016-01-02 20:16

Olivier Ertzscheid นักวิชาการจากฝรั่งเศส และ Isabelle Attard ผู้แทนราษฎรจากพรรค Green โพสบันทึกของ Anne Frank ฉบับภาษาเนเธอร์แลนด์บนเว็บไซต์ แม้มูลนิธิ Anne Frank จะออกมาประกาศอ้างว่าบันทึกนี้เป็นการประพันธ์ร่วมกับ Otto Frank บิดาของ Anne Frank

ตัว Otto Frank เสียชีวิตเมื่อปี 1980 หากนับอายุลิขสิทธิ์ 70 ปีหลังจากผู้ประพันธ์เสียชีวิต บันทึกก็จะมีอายุลิขสิทธิ์ถึงปี 2050 อีกข้อโต้แย้งคืองานประพันธ์นี้ตีพิมพ์หลังตัว Anne และ Otto เสียชีวิต ทำให้ต้องนับอายุลิขสิทธิ์ไป 50 ปีซึ่งทางมูลนิธิอ้างลิขสิทธิ์ฉบับที่ตีพิมพ์โดย Dutch State Institute for War Documentation ที่ตีพิมพ์ในปี 1986 ทำให้ลิขสิทธิ์ฉบับนี้จะอยู่ไปอีกถึงปี 2037 ห้าสิบปีหลังจากผู้ประพันธ์เสียชีวิต

ผู้โพสหนังสือลงออนไลน์ทั้งสองคนระบุว่าคล้ายกันว่าผู้เขียนจะได้รับการยกย่องมากกว่าเดิมหากหนังสือถูกเผยแพร่ได้โดยเสรี

หนังสืออีกเล่มที่หมดอายุในปี 2015 คือ Mein Kampf โดยอดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ที่เขียนกล่าวโทษชาวยิว หนังสือเล่มนี้ได้รับความนิยมอย่างสูงในยุคสงครามโลกครั้งที่สอง มีการตีพิมพ์หลายล้านเล่ม ก่อนที่จะหมดลิขสิทธิ์ สิทธิ์ถือไว้โดยรัฐบาลแคว้นบาวาเรียและไม่มีการยกสิทธิ์ให้ใครตีพิมพ์จนกระทั่งมันหมดลิขสิทธิ์

ที่มา - ABC, The Guardian

ทางด่วนกรุงเทพ และ รถไฟฟ้ากรุงเทพ ควบกิจการเป็น "ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ" แล้ว

By: magnamonkun on Wed, 2015-12-30 23:37

เมื่อต้นปี พ.ศ. 2558 มีข่าวใหญ่จากฝั่งธุรกิจขนส่งมวลชน เมื่อ บริษัท ทางด่วนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) และ บริษัท รถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ประกาศควบรวมกิจการกันเพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับทั้งสองบริษัท ในวันนี้การควบรวมกิจการของทั้งสองก็เสร็จสิ้นลงเรียบร้อยแล้ว และได้ชื่อบริษัทใหม่คือ บริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) (SET: BEM)

โดยในวันนี้ BMCL และ BECL ได้แจ้งต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยว่า นายทะเบียนบริษัทมหาชนจำกัด กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ได้รับจดทะเบียนการควบบริษัทดังกล่าวเรียบร้อยแล้ว ส่งผลให้ตั้งแต่วันที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2558 เป็นต้นไป ทั้ง BMCL และ BECL ถือว่าหมดสภาพการเป็นนิติบุคคล และทรัพย์สิน หนี้สิน สิทธิ หน้าที่ และความรับผิดชอบทั้งหมดของ BMCL และ BECL จะถูกโอนให้ไปอยู่ในความรับผิดชอบของ BEM ทั้งหมด นับตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป

ก่อนหน้านี้ BMCL และ BECL ได้แจ้งขอขึ้นเครื่องหมาย SP หรือคำสั่งห้ามสั่งซื้อหรือสั่งขายเป็นการชั่วคราวตั้งแต่วันที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2558 หลังผ่านการอนุมัติการเปลี่ยนคู่สัญญาตามสัญญาสัมปทานของแต่ละโครงการจากคณะรัฐมนตรี เพื่อเริ่มขั้นตอนการควบรวมกิจการในขั้นตอนสุดท้าย

ในวันเดียวกัน (30 ธันวาคม) ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ก็ได้ประกาศเพิกถอน BMCL และ BECL ออกจากการเป็นหุ้นจดทะเบียนอย่างเป็นทางการ และประกาศขึ้นทะเบียน "BEM" เป็นหลักทรัพย์จดทะเบียนตั้งแต่วันที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2559 เป็นต้นไป โดยนักลงทุนจะได้รับหุ้นของ BEM ตามจำนวนหุ้นของ BMCL และ BECL ที่ถืออยู่รวมกัน และจะสามารถซื้อขายหุ้น BEM ได้ตามปกติตั้งแต่วันที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2559 เป็นต้นไป

ที่มา - ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (หนังสือแจ้งขอขึ้นเครื่องหมาย SP, หนังสือแจ้งผลการจดทะเบียนควบบริษัทฯ, หนังสือแจ้งเพิกถอนหลักทรัพย์)

สรุปแนวทาง "บัตรทอง" แบบใหม่ เน้นให้มีการเก็บเงินสมทบ คาดเริ่มใช้ปี '60

By: arjin on Wed, 2015-12-30 10:21

จากข่าวที่กระทรวงสาธารณสุขเสนอให้มีการปรับแนวทางระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า หรือที่เรียกสั้นๆ ว่าบัตรทอง ล่าสุด คณะกรรมการจัดทำแนวทางเพื่อระดมทรัพยากรเพื่อความยั่งยืนของระบบหลักประกันสุขภาพ (ชื่อยาวจัง) ซึ่งมีนายแพทย์ สุวิทย์ วิบูลย์ผลประเสริฐ เป็นประธาน และนายอมมาร สยามวาลา เป็นที่ปรึกษา ได้สรุปข้อเสนอต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ในการหาแนวทางที่เหมาะสม ซึ่งสรุปได้ดังนี้

  • มีการเก็บเงินสมทบ โดยปรับเพิ่มเพดานเงินเดือนขั้นต่ำสำหรับสิทธิประกันสังคม (ปัจจุบัน 15,000 บาท) ส่วนข้าราชการเดิมให้คงสิทธิหรือเลือกระบบใหม่ ส่วนข้าราชการใหม่และลูกจ้างรัฐให้เข้าระบบประกันสังคม ส่วนกลุ่มบัตรทองให้มีการจ่ายเงินสมทบตามรายได้
  • เก็บเงินสมทบจากภาษีช่องทางอื่น เช่น มีการจัดสรรเงินจากภาษีมูลค่าเพิ่ม เพื่อใช้อุดหนุนระบบหลักประกันสุขภาพภาครัฐ
  • ให้ผู้ป่วยจ่ายสมทบ ณ จุดบริการ ซึ่งประเด็นนี้มีข้อระวังหลายอย่าง เช่น ต้องแน่ใจว่าผู้มีรายได้สูงไม่สามารถใช้เป็นช่องทางพิเศษได้ หรือต้องมีกระบวนการกระจายเงินกลับสู่โรงพยาบาลอย่างเหมาะสม และต้องไม่ครอบคลุมโรคติดต่อบางประเภท

สำหรับแนวทางบัตรทองในปี 2559 จะยังคงใช้แบบเดิมต่อไป แต่ปี 2560 น่าจะได้ข้อสรุปการเปลี่ยนแปลงต่อไป

ที่มา: กรุงเทพธุรกิจ ฉบับพิมพ์ ภาพ HFocus

จีทีเอช เปลี่ยนชื่อใหม่เป็น "จีดีเอช 559" ปรับโครงสร้างผู้ถือหุ้นใหม่ เอาพนักงาน ผู้กำกับและนักแสดงถือหุ้นแทน

By: magnamonkun on Wed, 2015-12-30 00:34

หลังจากการประกาศการยุติการดำเนินการของค่ายหนังจีทีเอชเมื่อกลางเดือนพฤศจิกายน พร้อมกับระบุว่าจะตั้งบริษัทใหม่ขึ้นมาดำเนินการแทนนั้น ในวันนี้ (30 ธันวาคม) ทางจีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ (SET:GRAMMY) และหับโห้หิ้น บางกอก ได้จัดงานแถลงข่าวเปิดตัวชื่อบริษัทใหม่อย่างเป็นทางการเรียบร้อยแล้ว

โดยบริษัทใหม่ที่ทางจีทีเอชจะนำมาดำเนินการแทนมีชื่ออย่างเป็นทางการว่า บริษัท จีดีเอช 559 จำกัด โดยคำว่า จีดีเอช (GDH) ย่อมาจากคำว่า Gross Domestic Hapiness ซึ่งหมายถึง หน่วยวัดความสุขของผู้ชมและคนทำงาน หรือหมายความได้อีกอย่างหนึ่งคือ GMM Grammy + Director + Hub Ho Hin Bangkok ส่วนตัวเลข 559 คือตัวเลขวันเปิดทำการวันแรกคือวันที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2559 และยังพ้องกับจำนวนผู้ถือหุ้นใหม่ทั้ง 59 คนด้วย

สิ่งที่เปลี่ยนไปจาก จีทีเอช คือ จีดีเอช 559 จะยังคงรักษาฐานการถือครองหุ้นในบริษัทในสัดส่วนเหมือนเดิม คือ จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ 51% หับโห้หิ้น บางกอก 15% ส่วนอีก 34% ที่เป็นของไท เอ็นเตอร์เทนเมนต์เดิมนั้น จะโอนให้พนักงาน ผู้กำกับ และนักแสดงถือหุ้นแทน ซึ่งนักแสดงที่เข้ามาถือหุ้นในบริษัทนี้มีเพียงสองคน คือ นายซันนี่ ซี สุวรรณเมธานนท์ และ นายฉันนทวิช ธนะเสวี

ทั้งนี้ บริษัท จีดีเอช 559 จำกัด มีทุนจดทะเบียนบริษัท 150 ล้านบาท (น้อยกว่าจีทีเอชที่จดทะเบียน 300 ล้านบาท) จะเริ่มดำเนินการวันแรก คือวันที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2559 ณ สถานที่ทำการเดิมของจีทีเอช ซอยสุขุมวิท 31 (สวัสดี) โดยมีนางสาวจินา โอสถศิลป์ เป็นประธานกรรมการบริษัท และจะเริ่มผลิตละครโทรทัศน์/ภาพยนตร์ทันที 5 เรื่อง คือ "ไดอารี่ ออฟ ตุ๊ดส์ซี่" ทุน 20 ล้านบาท, "แก๊สโซฮัก" ทุน 25 ล้านบาทจากไลน์ประเทศไทย, "ไอซียู" ทุน 25 ล้านบาท, "มาลี เพื่อนรักพลังพิสดาร ภาค 2" ทุน 20 ล้านบาท และภาพยนตร์ 2 เรื่อง ทุน 50 ล้านบาท ซึ่งเรื่องแรกมีกำหนดฉายในเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2559 และเรื่องที่สองจะเริ่มเดินกล้องถ่ายทำในเดือนพฤษภาคม-มิถุนายน พ.ศ. 2559

ที่มา - มติชน

ญี่ปุ่นจ่ายพันล้านเยนเยียวยาหญิงบำเรอทหารในเกาหลีใต้

By: lew on Tue, 2015-12-29 12:53

ปัญหาหญิงบำเรอทหาร (comfort women) ในยุคสงครามโลกเป็นประเด็นติดค้างกันระหว่างญี่ปุ่นและเกาหลีเรื่อยมา ผ่านมาหลายสิบปีทั้งสองประเทศก็บรรลุข้อตกลงระหว่างกันได้ในที่สุด โดยทางญี่ปุ่นจะจ่ายเงินพันล้านเยนเข้ากองทุนเยียวยาหญิงบำเรอทหารเหล่านี้ โดยทางการเกาหลีจะเป็นผู้จัดการเงิน พร้อมกับการแถลงยอมรับผิดต่อการกระทำของทหารญี่ปุ่นในยุคสงครามโลกครั้งที่สอง

ทางการเกาหลีสัญญาว่าจะไม่ยกประเด็นนี้ขึ้นมาในเวทีนานาชาติอีก และจะหาทางย้ายอนุสาวรีย์สันติภาพหน้าสถานทูตญี่ปุ่นในกรุงโซลที่เป็นอนุสาวรีย์แสดงถึงหญิงบำเรอทหาร

คาดว่ามีหญิงบำเรอทหารในยุคที่ญี่ปุ่นยึดครองเกาหลีทั้งสิ้นถึงสองแสนคน ตอนนี้ทุกคนเป็นผู้สูงอายุ และยังมีชีวิตอยู่เพียง 46 คน ในปี 2015 ปีเดียวหญิงกลุ่มนี้เสียชีวิตไปแล้ว 9 คน

ข้อตกลงนี่ใช้เวลานานกว่าจะบรรลุข้อตกลงกันได้ จากการโต้แย้งกันถึงถ้อยแถลงของทั้งสองฝ่าย การจ่ายเงินครั้งนี้ทางญี่ปุ่นก็ระบุว่าเป็นการช่วยเหลือ ไม่ได้ระบุว่าเป็นการชดเชยโดยตรง และก่อนหน้านี้มีรายงานว่าญี่ปุ่นจะจ่ายเงินกองทุนนี้เพียงร้อยล้านเยนเท่านั้น

หลังมีประกาศครั้งนี้ทางกระทรวงต่างประเทศไต้หวันก็ออกมาแสดงความหวังว่าญี่ปุ่นจะแสดงความรับผิดชอบแบบเดียวกันกับหญิงบำเรอทหารในไต้หวันบ้าง โดยคาดว่ามีหญิงบำเรอทหารในไต้หวันประมาณ 2,000 ราย และยังมีชีวิตอยู่ 4 ราย โดยก่อนหน้านี้เคยมีการตั้งกองทุนช่วยเหลือหญิงกลุ่มนี้ในไต้หวันมาก่อนแล้ว แต่เป็นการตั้งกองทุนจากเงินบริจาคของเอกชนญี่ปุ่น ไม่ใช่เงินโดยตรงจากทางรัฐบาล

ที่มา - BBC, Nikei Asian Review

ภาพอนุสาวรีย์สันติภาพเป็นหญิงบำเรอทหารหันหน้าเข้าหาสถานทูตญี่ปุ่นในกรุงโซล โดย Sakaori

Star Wars: The Force Awaken ทำลายสถิติรายได้ 1,000 ล้านเหรียญเร็วที่สุด

By: nismod on Mon, 2015-12-28 13:26

ยังคงเดินหน้าทำลายสถิติอย่างต่อเนื่อง สำหรับภาคต่อของภาพยนตร์ไซไฟคลาสสิคอย่าง Star Wars: The Force Awaken ที่ล่าสุดสามารถทำรายได้ทั่วโลกถึง 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ได้เร็วที่สุดเพียง 12 วันเท่านั้น โดยที่ยังไม่เข้าฉายในตลาดใหญ่อย่างประเทศจีน ขณะที่สถิตเก่าเป็นของ Jurassic World เจ้าเดิม ที่ทำไว้ 13 วัน

ส่วนรายได้เฉพาะในสหรัฐฯ Star Wars ภาคล่าสุดทำไปได้ 544 ล้านเหรียญฯ เป็นรองเพียง Titanic, The Avengers, Jurassic World, และ Avatar ซึ่งหลายฝ่ายคาดว่ารายได้ภายในบ้าน น่าจะแซงหน้า Avatar ที่ทำไว้สูงสุด 749 ล้านเหรียญได้ไม่ยาก

ที่มา - Comicbook Movie, Box Office

สรุปรายละเอียดช้อปปิ้ง 15,000 บาท เพื่อลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาส่งท้ายปี

By: arjin on Fri, 2015-12-25 10:40

จากที่มีข่าวมาก่อนหน้านี้หลายวัน ตอนนี้ประกาศอย่างเป็นทางการเรียบร้อยแล้วจากกระทรวงการคลัง สำหรับนโยบายการลดหย่อนภาษีเพิ่มเติม จากการซื้อสินค้าและบริการ 15,000 บาท

รายละเอียดระบุว่าผู้เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา สามารถนำเงินที่ได้ใช้จ่ายเป็นค่าสินค้าและบริการให้แก่ผู้ประกอบการซึ่งจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม และได้รับใบกำกับภาษี ในช่วงระหว่างวันที่ 25 ธันวาคม ถึง 31 ธันวาคม 2558 มายกเว้นการคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา สูงสุดไม่เกิน 15,000 บาท เพื่อเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงปลายปี

ทั้งนี้ส่วนลด 15,000 คือการเอาไปลดหย่อนเพิ่มเป็นค่าใช้จ่าย ไม่ใช่การลดภาษีโดยตรง จะลดได้มากหรือน้อยขึ้นอยู่กับฐานภาษีสูงสุดที่ชำระอยู่ (เช่นถ้าตอนนี้เสียภาษีฐาน 10% ซื้อ 15,000 บาท ก็จะลดภาษีลดได้ 1,500 บาท)

ทั้งนี้รายละเอียดสินค้าและบริการ ที่สามารถนำมาลดหย่อนได้หรือไม่ลดหย่อนไม่ได้ มีส่วนสรุปดังนี้

Bridgestone เข้าซื้อกิจการศูนย์ซ่อมบำรุงรถยนต์ Pep Boys ที่มูลค่า 835 ล้านดอลลาร์

By: arjin on Fri, 2015-12-25 09:41

บริษัท The Pep Boys: Manny, Moe & Jack เจ้าของกิจการศูนย์ซ่อมบำรุงรถยนต์และเปลี่ยนยางแบรนด์ Pep Boys ประกาศรับข้อเสนอซื้อกิจการทั้งหมดจาก Bridgestone ประเทศญี่ปุ่น ในราคา 17 ดอลลาร์ต่อหุ้น คิดเป็นมูลค่ารวมราว 835 ล้านดอลลาร์

Pep Boys ประกาศต้องการขายกิจการ และมีผู้เสนอซื้อหลักสองรายคือ Bridgestone และ กองทุนของ Carl Icahn นักลงทุนชื่อดัง ซึ่งต้องการซื้อกิจการ Pep Boys มาเสริมพอร์ตโฟลิโอที่มีศูนย์บริการ Auto Plus อยู่ก่อนแล้ว

ถือเป็นการขยายกิจการของกลุ่มบริษัทใหญ่ในญี่ปุ่นอีกครั้งครับ

ที่มา: WSJ ภาพ Wikimedia

Star Wars: The Force Awakens ทำลายสถิติ Box Office วันเปิดตัว

By: mk on Mon, 2015-12-21 22:02

ภาพยนตร์ Star Wars: The Force Awakens เริ่มต้นสวยงาม โดยกวาดรายได้ช่วงสุดสัปดาห์แรกหลังเปิดตัวได้ 517 ล้านดอลลาร์ทั่วโลก (นับเฉพาะในสหรัฐ 238 ล้านดอลลาร์) ตัวเลขชุดหลังถือเป็นสถิติใหม่ของภาพยนตร์เปิดตัวในสหรัฐ โดยเจ้าของสถิติเดิมคือ Jurassic World 208.8 ล้านดอลลาร์ อย่างไรก็ตาม Jurassic World ยังครองแชมป์รายได้เปิดตัวทั่วโลกที่ 524 ล้านดอลลาร์ มากกว่า The Force Awakens เล็กน้อย

ถ้าคิดเฉพาะวันเปิดตัวเพียงวันแรกวันเดียว The Force Awakens ทำรายได้ 120.5 ล้านดอลลาร์ สูงสุดเป็นประวัติการณ์ของฮอลลีวู้ดแล้ว

ที่มา - Business Insider

Scotiabank เตรียมขายหุ้นในธนาคารธนชาต

By: medkung on Fri, 2015-12-18 19:23

Bank of Nova Scotia หรือ Scotiabank ธนาคารใหญ่อันดับสามของประเทศแคนาดาได้ประกาศวันนี้ว่าได้ปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ และนโยบายในการดำเนินธุรกิจในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิค ดังนั้นจึงมีนโยบายสำรวจความเป็นไปได้ที่จะขายหุ้นของธนาคารธนชาตที่ถืออยู่ ประมาณ 1.75 พันล้านเหรียญสหรัฐให้กับธนาคารต่างประเทศที่มีความสนใจ และต้องได้รับความเห็นชอบจากทางบริษัทและทางกลุ่มทุนธนชาติ (ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่) และทางธนาคารแห่งประเทศไทยด้วย

ธนาคารธนชาตเป็นธนาคารใหญ่อันดับหกของประเทศไทย และเป็นธนาคารอันดับสองในเรื่องสินเชื่อด้านยานยนต์ ซึ่งมีผู้ถือหุ้นใหญ่คือกลุ่มทุนธนชาต (TCAP:TB) 51% และ Scotiabank (BCS:CN) 49%

ส่วนทางด้าน Scotiabank ในงบการเงินเมื่อปีที่ผ่านมา กำไรลดลงไปถึง 33% และเมื่อเดือนที่ผ่านมาทาง Moody's กำลังตัดสินใจที่จะปรับลดความน่าเชื่อถือลงอีกด้วย

ที่มา: Reuters, Bloomberg

รูปภาพโดย: Chiangmailocator.com

สหรัฐอเมริกาอาจเพิ่มการตรวจสอบพฤติกรรมการโพสต์บน Social Media ของผู้ยื่นขอวีซ่า

By: arjin on Tue, 2015-12-15 21:21

The Wall Street Journal รายงานว่าแผนกเพื่อความปลอดภัยของสหรัฐฯ กำลังพิจารณาเพิ่มกระบวนการตรวจสอบเนื้อหาบน Social Media ของผู้ยื่นขอวีซ่าเข้าประเทศ ว่ามีพฤติกรรมที่สุ่มเสี่ยงต่อความมั่นคงหรือไม่

แนวคิดดังกล่าวถูกเสนอขึ้นหลังเกิดเหตุมือปืนสามี-ภรรยา บุกกราดยิงที่รัฐแคลิฟอร์เนีย จนมีผู้เสียชีวิตทั้งหมด 14 ราย โดยพบว่าฝ่ายภรรยานั้นเติบโตและใช้ชีวิตในปากีสถานและซาอุดิอาราเบีย จนกระทั่งได้วีซ่า K-1 เนื่องจากแต่งงานกับสามีชาวอเมริกัน และย้ายเข้ามาในอยู่อเมริกาเมื่อปีที่แล้ว โดยในการสืบสวนพบความเชื่อมโยงกับกลุ่มก่อร้ายผ่าน Facebook ของฝ่ายหญิง

อย่างไรก็ตามเรื่องนี้ยังเป็นเพียงแนวคิด และไม่มีการลงรายละเอียดว่าจะตรวจสอบประวัติผู้ขอวีซ่ามากน้อยแค่ไหนบน Social Media

ที่มา: WSJ

Pages

Subscribe to RSS - blogs