Eurozone

นายกเทศมนตรีลอนดอนสนับสนุนประชามติ เพื่อตัดสินว่าอังกฤษควรจะอยู่ใน EU ต่อไปหรือไม่

By: toandthen on Mon, 2013-05-13 16:44

นายบอริส จอห์นสัน นายกเทศมนตรีของกรุงลอนดอน ได้ออกมาประกาศว่าเขาสนับสนุนนโยบายของสมาชิกพรรคอนุรักษ์นิยมที่ไม่ได้มีตำแหน่งในสภา ให้มีการจัดประชามติเพื่อเลือกว่าอังกฤษยังต้องการมีสถานภาพเป็นสมาชิกสหภาพยุโรป (EU) ต่อไปหรือไม่ โดยเขาบอกว่าเมื่ออังกฤษออกจาก EU แล้ว คนอังกฤษจะได้รู้เสียทีว่าปัญหาของประเทศหลาย ๆ อย่างไม่ได้เกิดจาก EU เลย

การเมืองในอังกฤษปัจจุบัน มีการความแตกแยกกันระหว่างสมาชิกของพรรคเอง และพรรคร่วมรัฐบาล โดยต้นเหตุความแตกแยกเกิดจากการพยายามผลักดันให้มีการจัดประชามติแบบ "เอา หรือ ไม่เอา" ว่าประชาชนอยากจะให้อังกฤษอยู่ใน EU ต่อไปหรือไม่ โดยตอนนี้มีรัฐมนตรีสองคนได้ขู่ว่าจะลาออกจากตำแหน่ง หากมีการทำประชามติจริง

นายกรัฐมนตรีของอังกฤษคนปัจจุบัน เป็นคนออกมาผลักดันให้มีประชามติขึ้น โดยสัญญาว่าหากประชาชนเลือกพวกเขากลับเข้ามาเป็นรัฐบาล จะมีการจัดประชามติอย่างแน่นอนภายในปี 2017 แต่เขากลับบอกว่าเขาอยากให้ประชาชนเลือกให้อังกฤษอยู่ใน EU ต่อ แต่เขาจะพยายามอย่างที่สุดในการต่อรองกับ EU เพื่อเปลี่ยนระบอบอำนาจที่ EU มีเหนือกว่าระบบต่าง ๆ ในประเทศสมาชิก เช่น อำนาจศาล อำนาจทางนิติบัญญัติ ฯลฯ

สำหรับสาเหตุที่นายบอริส จอห์นสัน ได้ออกมาสนับสนุนการจัดประชามติครั้งนี้ ก็เพื่อให้อังกฤษก้าวข้าม EU ไปให้ได้ ทุกวันนี้ผู้นำ EU ทั้งหลายต่างก็ให้ความสำคัญกับปัญหาเงินยูโรมาก จนอังกฤษไม่อาจจะพูดได้ว่าตนนั้นเป็นประตูสู่ยุโรปได้อีกต่อไป เช่นกัน ถ้าอังกฤษออกจาก EU ประชาชนและนักการเมืองจะไม่สามารถโบ้ยความรับผิดชอบให้กับสหภาพยุโรปได้อีกต่อไป

บอริส จอห์นสัน ยังกล่าวอีกว่าปัญหาส่วนใหญ่ที่อังกฤษมีอยู่ เกิดจากการที่คนอังกฤษมัวแต่แก้ปัญหาในระยะสั้นโดยไม่คิดถึงปัญหาระยะยาวมาโดยตลอด อีกทั้งการบริหารจัดการที่แย่ ความสามารถในการทำงานที่ต่ำ การสำเร็จความพึงพอใจในตนเองที่ง่ายเกินไป และการลงทุนในทรัพยากรมนุษย์และโครงสร้างพื้นฐานของประเทศที่ต่ำเกินไป

ที่มา - BBC

อัตราว่างงานเขตเศรษฐกิจยูโรโซนทั้งหมดอยู่ที่ 11%

By: toandthen on Sat, 2012-06-02 00:20

Eurostat หรือหน่วยงานสถิติของยูโรโซนได้รายงานอัตราว่างงานของแต่ละประเทศสมาชิกยูโรโซนทั้งหมดสำหรับเดือนเมษายนที่ผ่านมา โดยอัตราว่างงานของเขตเศรษฐกิจยูโรโซนทั้งหมดอยู่ที่ 11% ซึ่งตัวเลขนี้ไม่ต่างจากของเดือนมีนาคมที่ผ่านมา แต่ก็ยังเป็นตัวเลขที่สูงที่สุดตั้งแต่ปี 1995 โดยสเปนเป็นประเทศที่มีอัตราว่างงานสูงที่สุดที่ 24.3% ในขณะที่ออสเตรียมีต่ำที่สุดที่ 3.9%

โดยอัตราว่างงานดังกล่าว หากคิดเป็นจำนวนประชากรแล้วพบว่ามีประชากรว่างงาน 17.4 ล้านคน มากกว่าเดือนที่แล้วที่มีจำนวน 17.3 ล้านคน ในขณะเดียวกันอัตราว่างงานของสหภาพยุโรปทั้งหมด (ซึ่งยูโรโซนถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของสหภาพยุโรป) อยู่ที่ 10.3% ต่างจากอัตราว่างงานของยูโรโซนเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

หากมาดูประเทศที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจสูง ๆ อย่างฝรั่งเศสและอิตาลี จะพบว่าอัตราการว่างงานในทั้งสองประเทศนี้เพิ่มขึ้น มีเพียงแค่เยอรมนีเท่านั้นที่สวนกระแส โดยอัตราว่างงานลดลง 0.1% จากเดือนก่อนหน้ามาอยู่ที่ 5.4%

ที่มา - BBC

"ถ้ากรีซจะออกจากยูโรโซน ผลกระทบไม่ต่างจากการเกิดแผ่นดินไหวหรือนิวเคลียร์ถล่ม ทุกชีวิตจะต้องเริ่มต้นทุกอย่างใหม่"

By: toandthen on Tue, 2012-05-15 13:32

เมื่อคืนที่ผ่านมาตลาดหุ้นทั่วโลกอาจจะได้เห็นปรากฏการแดงทั้งกระดาน เนื่องจากกระแสข่าวว่าประเทศกรีซอาจจะต้องออกจากเขตยูโรโซน โดยตอนนี้นักเศรษฐศาสตร์ทั่วโลกกำลังพยายามคำนวนถึงผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นกับกรีซและเศรษฐกิจของโลก โดย Yannis Stournaras หนึ่งในนักเศรษฐศาสตร์ที่เคยให้คำปรึกษากับรัฐบาลกรีซมาหลายครั้งได้ออกมาบอกว่า "การที่กรีซจะออกจากยูโรโซน จะทำให้เกิดผลกระทบกับประเทศไม่ต่างจากการเกิดแผ่นดินไหว หรือนิวเคลียร์ระเบิดกลางเมือง ทุกอย่างจะสูญสิ้น และทุกชีวิตจะต้องเริ่มนับหนึ่งใหม่ทั้งหมด" และหากถามถึงแผนสำรองของประเทศกรีซ ว่าจะทำอย่างไรหลังจากออกจากเขตยูโรโซน คำตอบของ Stournaras ง่าย ๆ คือ "ไม่มี"

Thomas Risse ศาสตราจารย์ทางด้านการเมืองนานาชาติแห่งมหาวิทยาลัย Free University of Berlin ออกมากล่าวอีกว่า "ไม่มีใครในโลกสามารถคำนวนผลกระทบต่าง ๆ หากกรีซออกจากยูโรโซนได้ และไม่มีใครอยากให้เกิดการทดลองขึ้น"

สิ่งที่น่ากลัวไปกว่านี้ก็คือประเทศกรีซ ไม่ใช่ประเทศเดียวที่เป็นปัญหา แต่ไอร์แลนด์ โปรตุเกส หรือแม้กระทั่งประเทศยักษ์ใหญ่ของยุโรปอย่างสเปน และฝรั่งเศส ก็เริ่มที่จะพบกับปัญหาของตัวเอง และต้องเริ่มที่จะปรับโครงงสร้างเศรษฐกิจภายในของประเทศและตัดรายจ่ายต่าง ๆ มากยิ่งขึ้น

กรีซอาจจะต้องออกจากยูโรโซนเป็นคำตอบสุดท้าย และโลกจะพบกับปัญหาเศรษฐกิจครั้งใหญ่

By: toandthen on Mon, 2012-05-14 01:31

ในตอนนี้ประเทศกรีซต้องเจอกับปัญหาเศรษฐกิจต่าง ๆ มากมาย ตั้งแต่เรื่องอัตราว่างงานที่สูงมาก, อัตราเงินเฟ้อที่สูงถึง 50% ต่อปี, ขนาดเศรษฐกิจของประเทศหดตัวต่อเนื่อง จนไปถึงเรื่องชาวกรีกเริ่มออกไปหางานในต่างประเทศแล้ว โดยเหตุการณ์เหล่านี้ทำให้นักเศรษฐศาสตร์รอบโลกรวมไปถึง Citigroup และ BNP Paribas เริ่มพูดถึงความเป็นไปได้ที่กรีซ อาจจะต้องออกจากเขตยูโรโซนในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า

หากพูดถึงความสำคัญของประเทศกรีซต่อยูโรโซนแล้วอาจจะเป็นเรื่องที่ไม่น่าแปลกใจ ว่าทำไมประเทศพี่ใหญ่อย่างเยอรมนีสามารถที่จะแบกรับปัญหาของประเทศนี้ได้ แต่ถึงแม้ว่ากรีซจะเป็นแค่ 2.2% ของจีดีพีของเขตยูโรโซนทั้งหมดก็ตาม การที่กรีซออกจากเขตยูโรโซนอาจจะสร้างปัญหาให้กับประเทศที่เป็นสมาชิกยูโรโซนรายอื่น ๆ อีกได้ และผลที่ตามมาคือเราอาจจะเห็นสเปน กับอิตาลี ออกจากเขตยูโรโซนตามรอยกรีซในอนาคต

ถ้ากรีซจะออกจากยูโรโซนจริง สิ่งที่จะเกิดขึ้นทันทีก็คือเศรษฐกิจของประเทศกรีซ จีดีพีของประเทศจะหายไปทันที 20% และค่าเงินเฟ้อจะพุ่ง 40-50% ในขณะที่อัตราส่วนของหนี้สาธารณะของประเทศต่อจีดีพีจะอยู่สูงกว่า 200% ส่วนค่าเงินใหม่ของประเทศกรีซจะต้องถูก "ปรับลดค่าลง" (devaluation) ให้อยู่ต่ำกว่าเดิมถึง 50% เพราะกรีซจะตกอยู่ในสถานะเกือบล้มละลาย

ภาคเอกชนในเขตยูโรโซนหดตัวอย่างรุนแรงในเดือนที่ผ่านมา

By: toandthen on Fri, 2012-05-04 20:24

ค่า Purchasing Managers' Index (PMI) หรือค่าที่บ่งบอกถึงการตัดสินใจของผู้จัดการต่าง ๆ ในกลุ่มธุรกิจภาคเอกชนของเดือนเมษายนที่ผ่านมาอยู่ที่ 46.7 เมื่อเทียบกับเดือนมีนาคมที่อยู่ที่ 49.2 บ่งบอกให้เห็นว่าธุรกิจภาคเอกชนหดตัวลง (ตัวเลขต่ำกว่า 50 แปลว่ามีการหดตัว) ซึ่งถือว่าเป็นการหดตัวที่รุนแรงที่สุดนับตั้งแต่เดือนตุลาคมของปีที่แล้ว โดย Markit บริษัทวิจัยตลาดบอกว่าเหตุผลของการหดตัวในครั้งนี้เกิดจากธุรกิจเกิดใหม่ที่น้อยลงกว่าเดิมมาก กับกลุ่มธุรกิจอุตสาหกรรมส่งออกที่ไม่แข็งแรง

หากมาดูรายประเทศ จะพบว่ากลุ่มอุตสาหกรรมส่งออกของอิตาลีมีผลผลิตต่ำที่สุดในรอบสามปีที่ผ่านมา ในขณะที่ประเทศพี่ใหญ่ที่คอยอุ้มเศรษฐกิจของยูโรโซนทั้งหมดอย่างเยอรมนีก็เริ่มจะเห็นสัญญาณการเติบโตที่ช้าลง หากมาดูมุมมองของผู้บริโภค จะพบว่าความมั่นใจของผู้บริโภคในเขตยูโรโซนเริ่มลดลงอีกครั้ง ต่างจากเมื่อต้นปีที่ทุกอย่างดูเหมือนจะดีขึ้น

สุดท้ายแล้ว ค่า PMI สามารถนำมาใช้ในการคาดการณ์ตัวเลขการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจได้ ซึ่งตอนนี้เชื่อว่าการเติบโตทางเศรษฐกิจของเขตยูโรโซนโดยรวมแล้วจะติดลบที่ 0.5% ในไตรมาสนี้

ที่มา - BBC

องค์การแรงงานระหว่างประเทศเตือนมาตรการรัดเข็มขัด ทำลายการสร้างงานทั่วโลก

By: toandthen on Mon, 2012-04-30 14:55

ILO หรือองค์การแรงงานระหว่างประเทศ ได้ออกมาเตือนว่าสถานะการจ้างงานทั่วโลกน่าเป็นห่วง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีประชากรจำนวนมากต้องการจะเข้าทำงาน แต่กลับไม่มีการจ้างงานเนื่องจากมาตรการ "รัดเข็มขัด" ของกลุ่มประเทศในเขตยูโรโซน

นอกจากนี้ ILO ยังได้ออกมาบอกว่ามาตรการรัดเข็มขัดของทุกประเทศในกลุ่มยูโรโซนนอกจากจะไม่ได้ผลแล้ว ยังทำลายการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ รวมไปถึงสร้างบาดแผลให้กับตลาดแรงงาน และหากยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงนโยบาย ตลาดแรงงานก็ไม่น่าจะดีขึ้นจนถึงช่วงสิ้นปี 2016

เรื่องที่น่าเป็นห่วงอีกเรือง คือระยะเวลาที่แรงงานไม่ได้ถูกจ้างงาน โดยเฉลี่ยแล้วแรงงานที่กำลังหางานในตลาดมากกว่า 40% ต้องใช้เวลาในการหางานมากกว่า 1 ปี เมื่อรวมกับปัญหาที่นักเรียนและนักศึกษาจบใหม่ที่ไม่สามารถหางานได้ จะทำให้โลกมีต้นทุนทางเศรษฐศาสตร์ (economic cost) ที่สูงขึ้นจากทักษะและแรงจูงใจที่หายไปในแรงงานกลุ่มนี้ ทำให้มูลค่าของทรัพยากรมนุษย์ลดลงในที่สุด

เด็ก 11 ปีวาดรูปส่งประกวดแผนเลิกใช้ยูโร

By: chayaninw on Tue, 2012-04-10 13:55

Wolfson Economics Prize ซึ่งตั้งรางวัล 250,000 ปอนด์ให้กับผู้ที่เสนอแผนการสำหรับกรณีที่จะเลิกใช้สกุลเงินยูโร ได้ประกาศรายชื่อผู้เข้าชิงรางวัล 5 คนเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว แต่จุดสนใจของการประกาศรายชื่อ กลับไปอยู่ที่ Jurre Hermans ซึ่งได้รางวัลพิเศษ สำหรับผู้สมัครที่อายุน้อยที่สุด

Jurre Hermans เป็นเด็กชายอายุ 11 ปีจากประเทศเนเธอร์แลนด์ ได้ส่งแผนการแก้ปัญหาวิกฤติยูโรเข้าประกวด พร้อมกับภาพวาดแผนภูมิ โดยแผนของ Hermans เสนอให้ประเทศกรีซออกจากกลุ่มยูโรโซน ชาวกรีกจะได้รับเงินดรักมา (สกุลเงินของกรีซก่อนจะใช้ยูโร) แทนเงินยูโร และหากมีชาวกรีกที่พยายามซ่อนเงินยูโร ไม่ว่าจะในหรือต่างประเทศ จะโดนปรับสองเท่าของเงินที่พยายามซ่อนไว้

แผนของ Hermans ไม่ติดในหนึ่งในห้าที่เข้าชิงรอบสุดท้าย แต่ได้รับกิฟต์เวาเชอร์มูลค่า 100 ยูโรสำหรับความพยายามครั้งนี้

Wolfson Economics Prize จัดขึ้นในสหราชอาณาจักร ซึ่งเป็นหนึ่งในประเทศอียูที่ไม่ยอมเข้าใช้สกุลเงินยูโร

ที่มา - Wolfson Economics Prize, Financial Times, The Guardian

IMF: เศรษฐกิจโลกอยู่ในห้วงอันตรายอีกครั้งจากปัญหาเศรษฐกิจยูโรโซน

By: toandthen on Wed, 2012-01-25 09:27

IMF ออกมาบอกอีกครั้งว่าเศรษฐกิจโลกโดยรวมตอนนี้อยู่ในห้วงอันตรายอีกครั้ง เนื่องจากความเสี่ยงของเขตเศรษฐกิจยูโรโซน ทำให้ภาพรวมของเศรษฐกิจโลกโต 3.25% ในปีนี้จากเดิมที่เคยประเมินไว้ที่ 4% ในขณะที่เขตเศรษฐกิจยุโรปจะต้องเจอกับช่วงเศรษฐกิจถดถอยที่ไม่รุนแรงมากนัก ที่ตัวเลขจีดีพีจะหดลง 0.5% จากเดิมที่คาดว่าจะโตได้ 1.1% เนื่องจากประเทศที่อุ้มยูโรโซนไว้อย่างเยอรมนีและฝรั่งเศสจะโตน้อยลง

แต่แม้ว่า IMF จะปรับลดการคาดการณ์การเติบโตของประเทศต่าง ๆ ในยุโรป IMF ยังขอยืนยันตัวเลขการเติบโตของเศรษฐกิจสหรัฐไว้คงเดิมที่ 1.8% เนื่องจากยอดผลผลิตที่แข็งแรงและตลาดแรงงานที่ยังไม่มีปัญหา

ในขณะเดียวกัน ปัญหาของยูโรโซน จะทำให้เขตเศรษฐกิจใหม่อย่างยุโรปตะวันออกและเอเชียตะวันออกได้รับผลกระทบไปด้วย แม้ว่าที่ผ่านมากลุ่มประเทศเหล่านี้จะสามารถต้านปัญหาต่าง ๆ ได้ สิ่งที่แตกต่างจากครั้งก่อน ๆ ในปัญหาครั้งนี้คือความมั่นใจในการทำธุรกิจตกลงมาก

IMF ได้กล่าวว่าทุกประเทศควรจะมียืนหยัดในการตัดสินใจเกี่ยวกับนโยบายเศรษฐกิจของประเทศ​ เพื่อที่จะดึงเอาความมั่นใจกลับคืนมา นอกจากนี้ประเทศต่าง ๆ ควรเลือกที่จะค่อย ๆ ปรับเปลี่ยนนโยบายของตัวเอง, รักษาความคล่องตัว (liquidity) ไว้และเลือกใช้นโยบายการเงิน (monetary policy) ในการสู้กับปัญหา

ที่มา - BBC

ประธานอีซีบีเตือน ออกจากยูโรโซนไม่ช่วยแก้ปัญหา

By: chayaninw on Tue, 2011-12-20 22:57

Mario Draghi ประธานธนาคารกลางยุโรป (ECB) ที่เพิ่งเข้ารับตำแหน่งเมื่อเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา ให้สัมภาษณ์กับหนังสือพิมพ์ Financial Times โดยมีตอนหนึ่งที่เตือนว่า การเลือกออกจากยูโรโซนนั้น ไม่ช่วยแก้ปัญหาเศรษฐกิจของประเทศ และไม่ส่งผลดีต่อประเทศที่ยังเหลืออยู่ด้วย

Draghi พูดถึงการเลิกใช้สกุลเงินยูโรว่า การออกจากยูโรโซนและลดค่าเงินตัวเองนั้น ก่อให้เกิดปัญหาเงินเฟ้อ และสุดท้ายก็ไม่สามารถหลีกเลี่ยงการปฏิรูปเชิงโครงสร้างที่จำเป็นได้ และถึงตอนนั้นก็จะอยู่ในสถานะที่อ่อนแอกว่าเดิมด้วยซ้ำ

เมื่อ FT ถามถึงว่า จะส่งผลดีต่อประเทศที่เหลืออยู่หรือไม่ Draghi ตอบว่า เมื่อสนธิสัญญาของยุโรปถูกละเมิดลงแล้ว ก็ยากที่จะคาดการณ์ได้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นตามมาบ้าง

Draghi เน้นย้ำถึงความสำคัญของมาตรการพิเศษของธนาคารกลางยุโรปในการสนับสนุนระบบธนาคารของยุโรป และกองทุนเสถียรภาพทางการเงิน (EFSF) ในการแก้ปัญหาของยุโรป

อย่างไรก็ตาม Draghi กล่าวถึงการใช้มาตรการ "quantitative easing" ในรูปแบบของธนาคารกลางสหรัฐว่า สิ่งสำคัญอยู่ที่การฟื้นความเชื่อมั่นที่ประชาชน ทั้งคนทั่วไปและนักลงทุน มีต่อทวีปยุโรป ซึ่งไม่สามารถเกิดได้โดยการทำลายความน่าเชื่อถือของอีซีบี

Mario Draghi เข้ารับตำแหน่งประธานธนาคารกลางยุโรปแทน Jean-Claude Trichet เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน ซึ่ง Financial Times ก็ได้ตั้งข้อสังเกตว่า Draghi ยอมจะพูดถึงการออกจากยูโรโซนอย่างตรงไปตรงมานั้น แตกต่างจาก Trichet ที่พูดถึงเพียงว่าเป็นเรื่องงี่เง่า (absurd)

ที่มา – Financial Times

ฟิทช์อาจจะลดความเชื่อมั่นของ ฝรั่งเศส

By: ibirdboy on Thu, 2011-11-24 15:15

ข่าวนี้อาจจะเก่าซะหน่อย แต่อยากจะเล่าให้ฟัง

ฟิทช์ ระบุว่า ความน่าเชื่อถือของ ฝรั่งเศสในระดับ AAA อาจจะถูกลดอันดับลงด้วยเหตุผลของปัญหาหนี้ในยูโรโซน ซึ่งอาจจะส่งผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือของฝรั่งเศสเอง แต่เนื่องด้วยจำนวนหนี้ ยอดขาดดุลต่างๆ ของฝรั่งเศส ยังคงทำให้ฝรั่งเศสอยู่ในความเชื่อมันที่ระดับ AAA อยู่ได้ แต่ปัญหาหนี้ของกลุ่มยูโรโซนที่กำลังรุมล้อมอยู่ขนาดนี้อาจจะทำให้เศรษฐกิจของฝรั่งเศสในอนาคตอาจกระทบต่อสถานะ AAA ของฝรั่งเศสก็เป็นได้

ผลตอบแทนของฝรั่งเศสไม่เปลียนแปลงหลังจากที่ ฟิทช์ออกรายงานตัวนี้ออกมา เพราะอัตราผลตอบแทนได้พุ่งไปแตะจุดสูงสุดแล้วที่ 3.75% ก่อนหน้านี้ รวมทั้งปัญหา ธนาคาร เด็กเซีย ที่ได้รับการแก้ปัญหาก่อนอย่างทันท่วงที

ฟิทช์ได้ระบุว่า การที่ฝรั่งเศสมีหนี้สินสูงขึ้นเพราะการให้การช่วยเหลือทางการเงินแก่ภาคธนาคาร ถือเป็นเรื่องที่น่ากังวลอย่างมาก

และนายดิเอโก อิสคาโร นักเศรษฐศาสตร์ของ IHS Global Insight ได้กล่าวเอาไว้ว่า "ฝรั่งเศสได้เสียสถานะการเป็นตลาดที่มีความปลอดภัยสูง (Safe Haven) ไปแล้ว"

อีกอย่างหากไม่เกิดภาวะวิกฤติแบบนี้ ฟิทช์ก็คาดดว่า หนี้สินของฝรั่งเศสอาจจะขึ้นไปแตะจุดสูงสุดที่ 90% ของ จีดีพีเท่ากับกับ อังกฤษแต่น้อยกว่า สหรัฐฯ และฟิทช์ยังชื่นชมความมั่งมั่นของฝรั่งเศสในการปรับลดหนี้

ที่มา - FOX

ไปแล้วอีกประเทศ! สเปนต้องจ่ายดอกเบี้ยพันธบัตรรัฐบาลตัวเองเกือบ 7%

By: toandthen on Thu, 2011-11-17 22:54

จากการประมูลพันธบัตรรัฐบาลประเทศสเปนในวันนี้ พบว่าดอกเบี้ยที่รัฐบาลสเปนต้องจ่ายสำหรับการยืมเงิน 10 ปี สูงถึง 6.975% ซึ่งถือว่าสูงที่สุดในรอบ 14 ปีตั้งแต่ปี 1997 ซึ่งโดยปกติแล้ว การที่รัฐบาลต้องจ่ายดอกเบี้ยสูงแบบนี้หมายความว่านักลงทุนเริ่มที่จะไม่ไว้วางใจว่ารัฐบาลจะสามารถจ่ายคืนหนี้ดังกล่าวได้ (ตามกฏเสี่ยงมาก ผลตอบแทนต้องมาก)

โดยตัวเลขดอกเบี้ยนี้ ใกล้เคียงกับ 7% ซึ่งสำหรับสหภาพยุโรปแล้ว ถือว่าประเทศสมาชิกที่ต้องจ่ายดอกเบี้ยสูงระดับนี้ จะต้องขอความช่วยเหลือทางการเงินแล้ว (financial bailout) โดยเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมานี้ ประเทศอิตาลีก็ต้องจ่ายดอกเบี้ยพันธบัตรสูงกว่า 7% มาแล้ว

นักวิเคราะห์ทางการเงินหลายคนเชื่อว่าธนาคารกลางยุโรปหรือ ECB ควรจะเข้าซื้อพันธบัตรของรัฐบาลแต่ละประเทศที่มีปัญหา ก่อนที่ปัญหาเศรษฐกิจจะแพร่กระจายไปสู่ประเทศอื่น ๆ ในยูโรโซน แต่เยอรมนีกลับไม่เห็นด้วย เนื่องจากการกระทำกล่าว จะทำให้กลุ่มประเทศยูโรโซนพบกับปัญหาเงินเฟ้อแทน

ที่มา - BBC

Pages

Subscribe to RSS - Eurozone