[Valentine's Special] อีกด้านของช็อกโกแลต: ความขมเบื้องหลังรสหวานโรแมนติก

By: terminus on Sat, 2012-02-11 20:34

ของหวานประจำเทศกาลวาเลนไทน์จะเป็นอย่างอื่นไปไม่ได้นอกจาก "ช็อกโกแลต" รสและกลิ่นอันหอมหวานดุจดั่งประทานมาจากสรวงสวรรค์ของช็อกโกแลตสร้างความประทับใจให้กับคู่รักทั่วโลกมานักต่อนัก (ตรงนี้ผมไม่ได้ล้อเล่นนะ ชื่อวิทยาศาสตร์ของต้นโกโก้ซึ่งเมล็ดเป็นวัตถุดิบหลักในการผลิดช็อกโกแลต คือ Theobroma cacao คำว่า Theobroma เป็นภาษาละตินแปลว่า "อาหารของเทพ")

ความต้องการช็อคโกแลตของตลาดต่อปีนั้นสูงเสียจนผลิตกันแทบจะไม่พอเลยทีเดียว ในปี 2009 สหราชอาณาจักร -ประเทศผู้ซื้อช็อกโกแลตอันดับหนึ่งของโลก- นำเข้าช็อกโกแลตคิดเป็นมูลค่ากว่า 1.285 ล้านเหรียญสหรัฐฯ บริษัทขายช็อกโกแลตใหญ่ๆ อย่าง Nestlé, Hershey, หรือ Mars ปีหนึ่งๆ มีรายได้ระดับหลักพันล้านเหรียญสหรัฐฯ กันถ้วนหน้า นักวิเคราะห์บางคนคาดว่าในอีก 20 ปีข้างหน้า ช็อคโกแลตจะแพงกว่าไข่ปลาคาเวียร์ด้วยซ้ำไป

แต่ใครจะรู้บ้างว่าเบื้องหลังของความหอมหวานนั้นเต็มไปด้วยความขมขื่นและทุกข์ระทมขนาดไหน หากเราเปรียบว่าช็อกโกแลตเป็นอาหารจากสวรรค์แล้ว ต้นทางการผลิตของเมล็ดโกโก้ก็คงไม่ต่างจากนรกสักเท่าไร

แรงงานเด็ก

เมล็ดโกโก้กว่า 70% ถูกผลิตในประเทศแถบแอฟริกา ประเทศผู้ส่งออกเมล็ดโกโก้รายหลักของโลก คือ ไอวอรี่โคสต์ ซึ่งมีปริมาณการส่งออกคิดเป็น 35-40% ของปริมาณเมล็ดโกโก้ทั้งโลก

แรงงานเด็กในไร่โกโก้แทบจะเป็นเรื่องมาตรฐานอย่างไม่เป็นทางการของไอวอรี่โคสต์และประเทศผู้ส่งออกโกโก้ในแอฟริกาอีกหลายประเทศ แม้กฏหมายของไอวอรี่โคสต์จะระบุไว้ว่าอายุขั้นต่ำของเด็กสำหรับงานขนาดเบาในภาคการเกษตรอยู่ที่ 12 ปี และอายุขั้นต่ำของงานเสี่ยงอันตรายอยู่ที่ 16 ปี แต่ผลสำรวจจากหน่วยงานและองค์การต่างประเทศหลายชิ้นระบุว่ามีแรงงานเด็กอายุต่ำกว่า 16 ปี จำนวนแสนๆ คน ทำงานในไร่โกโก้ของทวีปแอฟริกา และในจำนวนนี้ 40% เป็นเด็กผู้หญิง (ตัวเลขนี้ไม่ตรงกันสักที่ กระทรวงแรงงานของสหรัฐฯ ประเมินไว้ที่ 100,000-200,000 ในขณะที่องค์การแรงงานระหว่างประเทศประเมินไว้ถึง 284,000 คน)

หากคิดว่า "เด็กเป็นแสนๆ คน" ยังเป็นตัวเลขที่ไม่มาก ก็ขอให้คิดใหม่เสียว่า นี่คือผลสำรวจอย่างเป็นทางการเท่านั้น ไม่มีใครรู้ว่าตัวเลขที่แท้จริงสูงกว่านี้กี่เท่า เนื่องจากแรงงานเด็กส่วนใหญ่มักเป็นการทำงานในลักษณะของ "ธุรกิจครอบครัว" ผู้ชายในแถบชนบทของแอฟริกานิยมมีภรรยาและลูกหลายคน เด็กๆ จึงมีหน้าที่ช่วยทำงานหาเงินตั้งแต่อายุยังน้อย เด็กอายุน้อยที่สุดที่ทำงานในไร่โกโก้มีอายุเพียง 6 ปี

แม้แต่งานในไร่โกโก้เองก็ไม่น่าจะจัดอยู่ในประเภทงาน "ขนาดเบา" ได้ งานประจำในไร่ประกอบด้วยการถางต้นไม้ การเก็บเกี่ยวผลโกโก้สุก การแกะเมล็ดโกโก้ออกจากฝัก การอบและการตากเมล็ดโกโก้ ซึ่งขั้นตอนเหล่านี้จำเป็นต้องใช้อุปกรณ์มีคม เช่น มีดพร้ายาว นอกจากนี้ไร่โกโก้ก็ยังจำเป็นต้องพ่นปุ๋ยและยาฆ่าแมลงเป็นระยะอีกด้วย (ต้นโกโก้มีความสามารถในการดูดสารอาหารออกจากดินได้เก่งมาก แถมยังมีศัตรูพืชมากมาย)

แรงงานในไร่โกโก้จะต้องตื่นตั้งแต่ 6 โมงเช้า และทำงาน 12 ชั่วโมงต่อเนื่องทั้งวัน ในฤดูเก็บเกี่ยว เด็กบางคนอาจต้องทำงานเกิน 100 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ เด็กจะต้องแบกกระสอบผลโกโก้ที่หนักประมาณ 8 กิโลกรัมเป็นระยะทางไกล เด็กที่อายุต่ำกว่า 11 ปีมักจะถูกมีดพร้าบาดเป็นประจำเนื่องจากขาดความเชี่ยวชาญในการใช้มีด

ในปี 2008 ข้อมูลของประเทศไอวอรี่โคสต์รายงานว่า 53.2% ของแรงงานเด็กที่อายุต่ำกว่า 18 ปีในไร่โกโก้ต้องแบกของหนัก, 8.4% พ่นปุ๋ยเคมี, 5.5% ตัดถางต้นไม้, และอีก 4.6% พ่นสารฆ่าแมลงศัตรูพืช ข้อมูลสถิติของประเทศกานา (เพื่อนบ้านของประเทศไอวอรี่โคสต์และผู้ส่งออกเมล็ดโกโก้อันดับสอง) ก็ไม่ต่างกันสักเท่าไร แรงงานเด็กในไร่โกโก้ 46.7% ต้องทำงานกับสารเคมีที่เสี่ยงต่อสุขภาพ (ปุ๋ยและยาฆ่าแมลง) และมากกว่าสามในสี่ (ประมาณ 150,000 คน) ทำงานโดยไม่มีเครื่องป้องกันร่างกายใดๆ ทั้งสิ้น

นอกจากนี้ การทำงานในไร่โกโก้ก็มีผลต่อการศึกษาของเด็กอย่างเลี่ยงไม่ได้ เนื่องจากผลโกโก้มีเวลาสุกไม่เท่ากัน บางผลก็สุกก่อน บางผลก็สุกทีหลัง การกำหนดระยะเวลาเก็บเกี่ยวจึงทำได้ไม่แน่นอน ปีหนึ่งๆ อาจมีฤดูเก็บเกี่ยวหลายรอบ รายงานขององค์การแรงงานระหว่างประเทศในปี 2005 ระบุว่าเด็กที่ทำงานในไร่โกโก้ของประเทศไอวอรี่โคสต์ได้รับเข้ารับการศึกษาในโรงเรียนเพียง 34% ขณะที่เด็กที่ไม่ได้ทำงานในไร่โกโก้ได้ไปโรงเรียนถึง 64% (จะเห็นว่าสัดส่วนเด็กที่ได้เข้าโรงเรียนในไอวอรี่โคสต์ก็ไม่ได้สูงมากอยู่แล้ว)

การค้าทาส

ที่แย่กว่าการใช้แรงงานเด็ก คือ ในจำนวนแรงงานเด็กแสนๆ คนนั้น ประมาณ 12,000 คน เป็นแรงงานที่เรียกได้อย่างเต็มปากเต็มคำเลยว่า "ทาส" แรงงานทาสที่ทำงานในไร่โกโก้ส่วนมากถูกนำเข้าจากประเทศเพื่อนบ้านที่ยากจนกว่า เช่น มาลี โทโก เบนิน เบอร์กินาฟาโซ เป็นต้น

ทาสเด็กเหล่านี้ถูกล่อลวงจากพ่อค้าทาสหรือถูกบีบจากครอบครัวตัวเองให้ออกมาหางานทำ เส้นทางการขนส่งแรงงานทาสเด็กวิ่งผ่านข้ามชายแดนโดยเฉพาะพรมแดนระหว่างประเทศมาลีกับประเทศไอวอรี่โคสต์ เมื่อเดินทางมาถึงไร่โกโก้ เด็กส่วนใหญ่จะถูกบังคับให้ทำงานหนักโดยไม่สมัครใจ หากขัดขืนหรือพยายามหลบหนี หัวหน้าคนงานหรือเจ้าของไร่ก็จะลงโทษอย่างหนัก เด็กคนหนึ่งที่หลบหนีออกมาได้พูดถึงชีวิตในไร่โกโก้ว่า "การถูกเฆี่ยนเป็นส่วนหนึ่งของงานประจำวัน"

ไม่ต้องพูดถึงเรื่องการไปโรงเรียน ทาสเด็กส่วนใหญ่ไม่ได้รับแม้แต่เงินค่าจ้างด้วยซ้ำ หลังเลิกงาน พวกเด็กๆ จะถูกต้อนเข้าไปขังในกระต๊อบที่ไม่มีไฟฟ้าและน้ำประปา เด็กผู้หญิงจะต้องทำงานบ้านเพิ่มเติมจากงานในไร่ด้วย

ในปี 2009 ตำรวจอินเตอร์โพลได้บุกเข้าไปช่วยเหลือเด็กกว่า 50 คนจากไร่โกโก้แห่งหนึ่งในไอวอรี่โคสต์ รายงานระบุว่าเด็กส่วนใหญ่มีบาดแผลกับรอยฟกช้ำจากการทำงานหนักทั่วร่างกาย โดยเฉพาะบาดแผลตรงหัวไหล่ที่เกิดจากการแบกกระสอบเมล็ดโกโก้

การใช้แรงงานเด็กเป็นทาสถือเป็นการละเมิดอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก (Convention on the Rights of the Child) ของสหประชาชาติ และ อนุสัญญาที่ 138 และ 182 ขององค์การแรงงานระหว่างประเทศ แต่ในสภาพความเป็นจริง ธุรกิจการค้าทาสยังคงรุ่งเรือง รายงานของสหประชาชาติระบุว่าในแต่ละปี เด็กและผู้หญิงกว่า 700,000 คนถูกขนส่งเป็นทาสออกขายทั่วโลก ทำเงินให้กับคนในธุรกิจค้าทาสมากถึง 7 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ต่อปี

ปัจจัยที่ค้ำจุนการใช้แรงงานทาสในไร่โกโก้ก็มาจากความยากจนนั่นเอง ความอดอยากประกอบกับความขาดการศึกษาทำให้เด็กหรือครอบครัวของเด็กถูกหลอกล่อด้วยเงินได้ง่าย ออกจะตลกร้ายอยู่สักหน่อยที่อาหารสุดหรูอย่างช็อกโกแลตไม่สามารถนำความร่ำรวยมาสู่แหล่งต้นทางวัตถุดิบของมันได้ รัฐบาลไอวอรี่โคสต์กล่าวโทษว่าการใช้แรงงานทาสเป็นผลมาจากกดราคาของเมล็ดโกโก้ของบริษัทช็อกโกแลต เจ้าของไร่โกโก้จึงไม่มีทางเลือกนอกจากการใช้แรงงานเด็กและทาสเพื่อลดต้นทุน

พิธีสารโกโก้

คงฟังดูน่าแปลกหากบริษัทผู้ผลิตช็อกโกแลตรายใหญ่ๆ ทั้งหลายจะไม่รับรู้เรื่องราวที่เกิดขึ้นในแอฟริกาเลย เพราะเกือบทุกบริษัทก็มีสำนักงานตั้งประจำอยู่ในประเทศผู้ส่งออกเมล็ดโกโก้ทั้งสิ้นโดยเฉพาะในไอวอรี่โคสต์ แต่ในทางเดียวกัน ท่าทีของบริษัทยักษ์ใหญ่ทั้งหลายก็ไม่ได้เกินคาดไปเท่าไรนัก เกือบทุกครั้งที่ถูกสื่อมวลชนหรือสาธารณชนทวงถามความรับผิดชอบ เราก็จะได้เห็นแถลงการณ์ร่วมจากบริษัทช็อกโกแลตที่มีเนื้อหาใจความว่า "บริษัทไม่ใช่เจ้าของไร่โกโก้ ดังนั้นเรื่องในไร่โกโก้จึงเกินการควบคุมของบริษัท"

เคยมี ส.ส. และ ส.ว. ของสหรัฐอเมริกาหลายคนจะนำเสนอร่างกฏหมายให้ช็อกโกแลตที่วางขายในสหรัฐอเมริกาต้องแปะป้าย "ปราศจากการใช้แรงงานเด็กในขั้นตอนการผลิต" บริษัทช็อกโกแลตถึงกับสะดุ้งโหยงพุ่งออกมาค้านสุดตัวพร้อมกับให้เหตุผลว่า หากกฏหมายนี้ผ่าน การบริโภคช็อกโกแลตจะลดลง ทำให้รายได้ของเจ้าของไร่โกโก้สะดุดและเร่งให้พวกเขาหันไปใช้แรงงานทาสมากขึ้น

แต่ในปี 2001 บริษัทผู้ผลิตช็อกโกแลตก็ถูกบีบจากสหรัฐอเมริกา, ยุโรป, และหน่วยงานกับองค์การระหว่างประเทศที่ทำงานเกี่ยวกับสิทธิเด็ก จนต้องยอมลงนามในพิธีสาร Harkin-Engel (ตามชื่อของ ส.ส. Eliot Engel และ ส.ว. Tom Harkin ผู้เสนอร่าง) หรือที่รู้จักกันในเวลาต่อมาในชื่อ "พิธีสารโกโก้" (Cocoa Protocol)

พิธีสารโกโก้ฉบับดั้งเดิมระบุไว้ว่าภายในเดือนกรกฎาคมปี 2005 บริษัททุกบริษัทในสายการผลิตที่เกี่ยวข้องกับโกโก้จะต้องรับรองได้ว่า "ผลิตภัณฑ์ปราศจากการใช้แรงงานทาสเด็ก" ต่อมาในปี 2002 บริษัทช็อกโกแลตชื่อดังหลายบริษัทก็ร่วมกันเข้าก่อตั้ง "International Cocoa Initiative" (ICI) เพื่อแสดงความเอาจริงเอาจังอย่างเป็นรูปธรรมต่อปัญหาการใช้แรงงานเด็ก

ICI ได้เริ่มโครงการนำร่องต่างๆ มากมายในประเทศไอวอรี่โคสต์และกานา จุดมุ่งหมายหลักๆ ก็คือการแก้ไขปัญหาความยากจนในภูมิภาคแอฟริกาตะวันตก ยกระดับสวัสดิการของประชากรชาวแอฟริกา รายงานของ ICI ระบุถึงความสำเร็จในพื้นที่ที่ ICI ลงไปช่วยเหลือดูแลหลายกรณี

แต่เมื่อกำหนดเส้นตายมาถึง บริษัทช็อกโกแลตก็ขอต่อรองข้อกำหนดให้เหลือแค่การรับรองว่าไร่โกโก้ 50% ในประเทศไอวอรี่โคสต์และกานาจะไม่มีการใช้แรงงานทาสเด็ก (สังเกตว่าข้อกำหนดใหม่ไม่เกี่ยวกับการระบุในตัวผลิตภัณฑ์แล้ว) ไม่เพียงแต่ลดข้อกำหนด บริษัทช็อกโกแลตยังขอเลื่อนเส้นตายออกไปถึงปี 2008 อีกด้วย อย่างไรก็ตามเมื่อเส้นตายใหม่มาถึง บริษัทช็อกโกแลตก็ยังคงขอเลื่อนออกไปเรื่อยๆ ถึงปี 2010 และให้คำสัญญาแก่สาธารณชนว่าสถานการณ์ในแอฟริกากำลังดีขึ้น

ทว่า องค์การแรงงานระหว่างประเทศและสำนักข่าวที่ติดตามเรื่องนี้ เช่น BBC, CNN กลับรายงานในสิ่งตรงกันข้าม สถานการณ์การใช้แรงงานเด็กและแรงงานทาสในไร่โกโก้ไม่ได้ลดลงอย่างที่ ICI กล่าวอ้าง หรือถ้าหากจะลดลงจริง ก็เป็นระดับเล็กน้อยเท่านั้น นักข่าวที่เข้าไปทำสารคดีเรื่อง The Dark Side of Chocolate ในประเทศไอวอรี่โคสต์เมื่อปี 2010 ก็ยังพบเห็นว่าแรงงานเด็กในไร่โกโก้และการค้าทาสเด็กเป็นเรื่องปกติสามัญที่เกิดขึ้นทุกวันในแอฟริกา

รายงานประจำปี 2010 ของ Payson Center for International Development แห่ง Tulane University ระบุว่า ตั้งแต่ปี 2001 ถึง 2009 บริษัทช็อกโกแลตรายใหญ่ๆ ลงทุนเพื่อการแก้ไขปัญหาในแอฟริการวมเป็นเงินเพียง 5.5 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เท่านั้น ตกปีละไม่ถึง 700,000 เหรียญสหรัฐฯ ซึ่งน้อยมากๆ เมื่อเทียบกับผลกำไรระดับร้อยล้านเหรียญสหรัฐฯ ต่อปีของแต่ละบริษัท

ขอให้มีความสุขในวันวาเลนไทน์นะครับ หากว่าคุณได้รับความรักเหลือเฟือแล้ว ก็ขอให้นึกถึงอีกฟากหนึ่งโลกของที่อยู่เบื้องหลังกล่องช็อกโกแลตบ้าง
(ความจริงผมคิดว่า ในเทศกาลแห่งความรักแบบนี้ เราควรกระตุ้นให้เด็กๆ ตระหนักถึงความทุกข์ยากของเพื่อนร่วมโลกมากกว่าจะไปวิตกกังวลว่าเยาวชนของเราจะมีเพศสัมพันธ์กันที่ไหนนะ)

อ้างอิง

3 Comments

razhluk's picture

เคยเห็นสารคดีผ่านตาในทรูวิชั่นแต่ไม่ได้สนใจนัก
พออ่านบทความนี้แล้วไม่คิดจะซื้อช็อกโกแลตให้แฟนเลยครับ

mementototem's picture

นึกถึงข่าวนี้ใน JuSci นอกจากใช้แรงงานทาส ดูสารอาหารจากพื้นดินจนเกลี้ยง และอาจจะราคาสูงจนเอื้อมไม่ถึง หรือไม่ก็เลิกปลูก โลกนี้ช่างโหดร้าย

Eka-X's picture

เรียบเรียงได้น่าอ่านมากเลย ขอบคุณครับ