arjin's blog

บีบีซีตัดสินใจถอดรายการสำหรับเด็กออกจากช่องสถานีหลัก

By: arjin on Tue, 2013-01-08 13:58

สถานีโทรทัศน์สาธารณะบีบีซี ประเทศอังกฤษได้ตัดสินใจถอดรายการสำหรับเด็ก ซึ่งปกติจะฉายช่วงเวลาเย็นของทุกวันออกจากสถานีช่องหลักคือ BBC One และ BBC Two โดยทางสถานีจะนำรายการเด็กที่ฉายเดิมนี้ไปไว้ที่ช่อง CBeebies และ CBBC ซึ่งเป็นสถานีดิจิตอลช่องใหม่ที่มีแต่รายการสำหรับเด็กโดยเฉพาะแทน

อย่างไรก็ตามการตัดสินใจของบีบีซีครั้งนี้ก็มีผู้ไม่เห็นด้วยซึ่งนำโดย Anne Wood หนึ่งในผู้ร่วมสร้างรายการเด็กยอดนิยมอย่าง The Teletubbies (ปัจจุบันเป็นผู้ผลิตรายการ In The Night Garden) โดยเธอบอกว่าการตัดสินใจของบีบีซีครั้งนี้เป็นการไล่รายการสำหรับเด็กออกไป ทั้งที่ช่วงเวลาดังกล่าวบีบีซีได้จัดสรรไว้ให้เป็นรายการสำหรับเด็กมากว่า 60 ปีแล้ว และมันควรต้องอยู่ต่อไป เพราะรายการสำหรับเด็กนั้นไม่ได้มีแค่ผู้ชมที่เป็นเด็กเท่านั้น แต่ผู้ใหญ่และวัยรุ่นไม่น้อยก็ชื่นชอบรายการแบบนี้และสามารถรับชมพร้อมกันทั้งครอบครัวได้เหมือนกัน แนวทางย้ายรายการไปอีกสำหรับเด็กโดยเฉพาะนั้นเธอมองว่าคือการแบ่งแยก

ด้าน Terry Deary นักเขียนนิยายสำหรับเด็กนั้นเห็นต่างออกไป เขามองว่าการตัดสินใจของบีบีซีนั้น "สมเหตุสมผล" กับยุคสมัยปัจจุบันมากกว่า เพราะเมื่อสถานีโทรทัศน์เปลี่ยนแพลตฟอร์มเป็นดิจิตอลและมีช่องออกอากาศมากขึ้น พฤติกรรมผู้ชมก็เปลี่ยนไปมากเกินกว่าจะใช้แนวคิดแบบในอดีตมาตัดสินใจ

สถานีโทรทัศน์ไทยจะเริ่มประมูลแพลตฟอร์มกันในปีนี้ น่าสนใจว่าจะเกิดเหตุการณ์อย่างนี้หรือไม่ครับ

ที่มา: The Telegraph

สิงคโปร์จับคนขับรถชาวจีนที่ก่อเหตุประท้วงและส่งกลับประเทศ

By: arjin on Mon, 2012-12-03 15:40

เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว เกิดเหตุประท้วงหยุดงานของพนักงานขับรถโดยสารสาธารณะ (SMRT) ในประเทศสิงคโปร์จำนวน 171 คน ซึ่งทั้งหมดเป็นชาวจีนที่เข้ามาทำงานในประเทศ โดยประท้วงเรียกร้องในเรื่องของค่าจ้างและสภาพความเป็นอยู่ แต่ทางการสิงคโปร์ได้จับกุมคนเหล่านั้นไว้ได้จำนวนหนึ่ง และเตรียมเพิกถอนใบอนุญาตทำงาน รวมถึงส่งกลับประเทศรวม 29 คน โดยนี่เป็นเหตุการณ์ประท้วงหยุดงานภายในประเทศครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 1986 หรือ 26 ปีที่แล้ว

ทั้งนี้ในสิงคโปร์มีกฎหมายว่าพนักงานที่ทำงานซึ่งเป็นบริการสาธารณะนั้น การหยุดงานประท้วงโดยพลการจะมีความผิด เว้นแต่แจ้งให้นายจ้างทราบก่อนล่วงหน้าอย่างน้อย 14 วัน

ทางการจีนได้ออกมาแสดงความเป็นห่วงต่อเหตุการณ์ดังกล่าว แต่ก็ไม่ได้เรียกร้องอะไรกับรัฐบาลสิงคโปร์ โดยเหตุการณ์นี้ก็ได้ตั้งคำถามต่อทางการสิงคโปร์ถึงปัญหาแรงงานต่างด้าวที่เข้ามาทำงานไร้ทักษะจำนวนมากภายในประเทศด้วยเช่นกัน

ที่มา: BBC

บริษัทของ "พ่อรวยสอนลูก" ยื่นล้มละลายต่อศาล

By: arjin on Thu, 2012-10-11 17:19

บริษัท Rich Global LLC ซึ่งเป็นหนึ่งในธุรกิจของ Robert Kiyosaki นักเขียนหนังสือให้คำแนะนำด้านการเงินขายดีในชุดพ่อรวยสอนลูก (Rich Dad, Poor Dad) ได้ยื่นขอล้มละลายเมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา เนื่องจากไม่สามารถชำระหนี้ประมาณ 24 ล้านดอลลาร์ให้กับบริษัท Learning Annex ได้

บริษัท Learning Annex นั้นเป็นหนึ่งในผู้มีส่วนผลักดันให้ Kiyosaki มีชื่อเสียงในอดีตเมื่อหนังสือ Rich, Dad, Poor Dad เปิดตัวในปี 1997 โดยเป็นผู้วางแผนการประชาสัมพันธ์ตัวเขาในสื่อทั่วโลก อย่างไรก็ตามธุรกิจหลักของ Kiyosaki ในปัจจุบันรวมถึงหนังสือนั้นบริหารจัดการภายใต้บริษัท Rich Dad Co. ซึ่งมี Mike Sullivan ทำหน้าที่ซีอีโออยู่

ทั้งนี้การยื่นฟ้องล้มละลายของบริษัท Rich Global นี้ถือเป็นการล้มละลายในฐานะบริษัทจดทะเบียน จึงไม่ส่งผลกระทบต่อ Kiyosaki โดยตรง รวมทั้งซีอีโอแห่ง Rich Dad Co. ก็บอกว่าสินทรัพย์ที่มีเหลืออยู่ในบริษัท Rich Global นั้นก็มีเหลืออยู่ไม่กี่ล้านดอลลาร์เท่านั้น

ที่มา: Forbes

ราคาหุ้นบริษัทของพ่อ Psy เจ้าของเพลงกังนัมสไตล์พุ่งสูงขึ้นเท่าตัว

By: arjin on Thu, 2012-09-27 11:56

หลายครั้งเรามักเห็นการนำประเด็นที่ไม่เกี่ยวข้องกับปัจจัยพื้นฐานกิจการมาใช้ในการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับหุ้น โดยมาในรูปของข่าวหรือกระแสต่างๆ กรณีก็คงเช่นกัน โดยมีรายงานข่าวว่าหุ้นของบริษัทด้านเทคโนโลยี D I Corp ซึ่งมีประธานบริษัทคือ Park Won-ho บิดาของนักร้องดัง Psy เจ้าของเพลงฮิตทั่วโลกขณะนี้ Gangnam Style มีราคาหุ้นปรับเพิ่มสูงขึ้นเท่าตัวนับตั้งแต่เดือนกรกฎาคม ซึ่งเพลง Gangnam Style เริ่มเปิดตัว

ตัวเลขล่าสุดนั้นมูลค่ากิจการตามราคาหุ้นของ D I Corp อยู่ที่ 1.135 แสนล้านวอน (3,100 ล้านบาท) มีขนาดธุรกิจใหญ่เป็นอันดับที่ 459 ของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ประเทศเกาหลี

นักวิเคราะห์จาก NH Investment and Securities ให้ความเห็นว่าความนิยมในเพลง Gangnam Style ส่งผลให้นักลงทุนสนใจที่จะเข้ามาเก็งกำไรในบริษัทนี้ เมื่อทราบว่าประธานบริษัทเป็นพ่อของนักร้องดัง ถึงแม้ว่าตัว Psy เองจะไม่ได้ถือหุ้นในบริษัทนี้เลยก็ตาม

ที่มา: Reuters

Walmart ประกาศเลิกขาย Kindle จาก Amazon เพื่อตัดช่องทางการรุกรานธุรกิจค้าปลีก

By: arjin on Fri, 2012-09-21 06:54

ร้านค้าปลีกขนาดใหญ่ Walmart ออกแถลงการณ์ว่าร้านค้าทั้งหมดในเครือจะเลิกจำหน่ายแท็บเล็ต Kindle ของ Amazon รวมไปถึง e-reader จากค่ายนี้ด้วย อย่างไรก็ตามแท็บเล็ตของบริษัทอื่นทั้งแอปเปิล, กูเกิล หรือซัมซุงก็จะยังมีวางจำหน่ายต่อไป

นักวิเคราะห์จาก Forrester Research มองว่านี่เป็นการตอบโต้เท่าที่ทำได้ของ Walmart ในฐานะผู้ค้าปลีกแบบมีหน้าร้านของตนเอง เพราะ Amazon ซึ่งขายสินค้าที่มีอยู่แทบทุกชนิดแบบออนไลน์ได้เข้ามารุกรานธุรกิจแบบดั้งเดิมของ Walmart อย่างมาก และที่สำคัญคือ Amazon ได้ประโยชน์จากการวางระบบจัดส่งสินค้าที่ทำให้เสียภาษีต่ำกว่าด้วย แม้ที่ผ่านมา Walmart เองก็มีความตื่นตัวในภัยคุกคามจากค้าปลีกออนไลน์ โดยได้เปิดร้านขายสินค้าออนไลน์ของตนเองเช่นกัน แต่ไม่ประสบความสำเร็จเท่าใดนัก

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกของการตอบโต้ต่อการรุกรานของ Amazon เพราะก่อนหน้านี้ร้านค้าปลีก Target ก็ได้ประกาศหยุดขาย Kindle ไปแล้ว ส่วนร้านหนังสือ Barnes & Noble ก็ประกาศเลิกขายหนังสือพิมพ์เล่มของสำนักพิมพ์ Amazon ด้วยเช่นกัน ตอนนี้เหลือเพียงร้านขายสินค้าไอที Best Buy ที่ยังมี Kindle จัดจำหน่าย ซึ่งหากมองในมุมการแข่งขันทางธุรกิจแล้ว Best Buy ก็ได้รับผลกระทบจากการแผ่ขยายของ Amazon อยู่เช่นกัน

ที่มา: FT

GE เตรียมขายหุ้นธ.กรุงศรีอยุธยาให้ Maybank

By: arjin on Thu, 2012-09-13 14:54

สำนักข่าว Bloomberg รายงานโดยอ้างแหล่งข่าววงใน 2 ราย ระบุว่าบริษัท General Electric หรือ GE กำลังพิจารณาขายหุ้นธนาคารกรุงศรีอยุธยา (SET: BAY) มูลค่ากว่า 6 หมื่นล้านทั้งหมดให้กับผู้ซื้อรายอื่น

ทั้งนี้บริษัท GE Captial เป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ที่สุดในธนาคารกรุงศรีอยุธยา โดยมีหุ้นอยู่ 32.93% หรือคิดเป็นจำนวน 2,000 ล้านหุ้น โดยการขายหุ้นธนาคารกรุงศรีอยุธยานี้เป็นไปตามนโยบายขายสินทรัพย์ที่มีอยู่ของ GE Capital เพื่อเพิ่มเงินสดไปช่วยหลังบริษัทขาดทุนหนักจากวิกฤตเศรษฐกิจในช่วงหลายปีที่ผ่านมา

สำหรับผู้ที่จะมาซื้อหุ้นต่อจาก GE รายงานข่าวระบุว่า GE ได้ยื่นข้อเสนอแล้วกับ Malayan Banking Berhad หรือที่รู้จักกันในชื่อ Maybank ซึ่งเป็นธนาคารใหญ่ที่สุดของมาเลเซีย ซึ่งมีความเป็นไปได้สูงเพราะ Maybank มีการขยายกิจการไปทั่วเอเชียในช่วงที่ผ่านมาทั้งการเข้าซื้อกิจการบริษัทหลักทรัพย์ Kim Eng และถือหุ้นธนาคารในประเทศเวียดนามและปากีสถาน

ที่มา: Bloomberg

ครม. สั่งรีดภาษีบุหรี่อีกซองละ 6-8 บาท, เหล้าต่างประเทศลิตรละ 400 บาท

By: arjin on Tue, 2012-08-21 17:02

ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีวันนี้มีมติเห็นชอบข้อเสนอจากกระทรวงการคลัง โดยให้ขึ้นภาษีบุหรี่ทั้งที่ผลิตในประเทศและนำเข้า รวมทั้งหมด 8 ยี่ห้อเพิ่มอีก 6-8 บาทต่อซอง นอกจากยังเรียกเก็บภาษีจากสุราและบรั่นดีต่างประเทศอีกลิตรละ 400 บาท ส่วนเหล้าขาว-เหล้าโรง เรียกเก็บ 120 บาท ขณะที่ไวน์ไม่เก็บเพิ่ม โดยให้มีผลตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป

กระทรวงการคลังให้เหตุผลว่าการเรียกเก็บภาษีสรรพสามิตส่วนนี้เพิ่มจะช่วยเพิ่มการจัดเก็บรายได้ของรัฐบาลอีก รวมทั้งช่วยให้ประชาชนลดการบริโภคอบายมุขที่ทำลายสุขภาพด้วยเช่นกัน

ที่มา: กรุงเทพธุรกิจ

เมื่อบรรดาร้านค้าเริ่มเบื่อเว็บขายดีลอย่าง Groupon

By: arjin on Mon, 2012-08-20 15:18

ตลาดธุรกิจทำเว็บขายดีล อย่างเช่น Groupon, LivingSocial หรือ Google Offers ถูกตั้งคำถามถึงอนาคตอีกครั้ง หลังผลประกอบการไตรมาสล่าสุดของผู้นำอย่าง Groupon ที่ครึ่งหนึ่งเคยได้ชื่อว่าเป็นธุรกิจที่เติบโตเร็วที่สุดในโลก กลับมีอัตราการเติบโตที่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ และช่วงที่ผ่านมาเว็บขายดีลก็ปิดตัวไปแล้วเกือบพันแห่ง

สำหรับผู้ที่ยังไม่เข้าใจรูปแบบธุรกิจเว็บขายดีลแนวนี้ก็จะอธิบายให้เห็นภาพก่อนครับ คือเว็บเหล่านี้จะทำข้อตกลงกับร้านค้าเพื่อทำโปรโมชั่นส่วนลด โดยถือเป็นแผนการตลาดในการเรียกลูกค้า ลูกค้าที่สนใจก็จะได้ซื้อดีลเป็นคูปองสินค้าราคาพิเศษ ซึ่งนิยมขายกันแบบลดครึ่งราคา โดยรายได้จากการขายคูปองที่ลดราคานี้ ร้านค้าได้ไปครึ่งหนึ่ง และเว็บขายดีลได้ไปอีกครึ่งหนึ่ง สรุปแล้วร้านค้าต้องลดราคาสินค้าจากราคาตั้งต้นถึง 75% นั่นเอง

ปัญหาของ Groupon ตอนนี้คือยอดขายของส่วนธุรกิจดีลคูปองนั้นเติบโตเพียง 3% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า ขณะที่แทรฟฟิคเข้าชมเว็บนั้นลดลงถึง 10% ซึ่งความไม่เชื่อมั่นว่าบริษัทจะเติบโตไปได้มากกว่านี้นั้นสะท้อนหนักที่ราคาหุ้น ซึ่งปรับตัวลดลงถึง 82% นับจากบริษัทเข้าตลาดหุ้นในเดือนพฤศจิกายนปี 2011 โดยมีมูลค่ากิจการตามราคาหุ้น (Market Cap) ตอนนี้ราว 3 พันล้านดอลลาร์ หรือเพียงครึ่งเดียวของราคาที่กูเกิลเคยเสนอซื้อเมื่อปี 2010 ด้วยซ้ำ

เปิดพอร์ทหุ้นวอร์เรน บัฟเฟตต์ล่าสุด - ซื้อไอบีเอ็มเพิ่ม, ขายอินเทลทั้งหมด

By: arjin on Wed, 2012-08-15 16:04

บริษัท Berkshire Hathaway ของมหาเศรษฐีด้านการลงทุนวอร์เรน บัฟเฟตต์ได้ส่งรายงานพอร์ทโฟลิโอหุ้นประจำไตรมาสล่าสุด โดยในไตรมาสที่ผ่านมามีบริษัทใหม่เพิ่มเข้ามาในพอร์ตเพียงแห่งเดียวคือ National Oilwell Varco ซึ่งเป็นผู้ผลิตอุปกรณ์ในการขุดเจาะน้ำมัน ส่วนบริษัทที่บัฟเฟตต์เคยถือหุ้นอยู่ก่อนแล้วและได้ซื้อหุ้นเพิ่มเข้าไปอีกมีไอบีเอ็ม และ Wells Fargo & Company ธนาคารรายใหญ่ของอเมริกา

เมื่อมีซื้อเพิ่มก็มีส่วนที่ขายออกไป ในรายงานของบริษัทได้ระบุหุ้นที่มีการขายเป็นจำนวนมากประกอบด้วยอินเทล (ขายออกไปทั้งหมด), P&G (ขายออกไป 18%) และ Kraft (ขายออกไป 24.6%) ทั้งนี้บัฟเฟตต์ได้ระบุในรายงานสำหรับผู้ถือหุ้นก่อนหน้านี้ว่า การซื้อขายหุ้นในพอร์ตนั้นไม่ได้เป็นการตัดสินใจของเขาแต่เพียงผู้เดียว แต่อาจเป็นการตัดสินใจของผู้จัดการพอร์ตอีกสองคนคือ Todd Combs และ Ted Weschler ซึ่งบัฟเฟตต์ต้องเตือนแบบนี้เสมอเพื่อป้องกันการเกิดเอฟเฟกต์ของการแห่ซื้อตามเซียน จนราคาของหุ้นที่บัฟเฟตต์ซื้อเข้ามาใหม่อาจพุ่งสูงผิดปกติ

ปัจจุบันพอร์ทของ Berkshire Hathaway ถือหุ้นอยู่ 37 บริษัท มีมูลค่าพอร์ทรวม 7.43 หมื่นล้านดอลลาร์ โดยมีกลุ่มบริษัทด้านการเงิน-ประกันภัยถึง 35% และสินค้าอุปโภค-บริโภค 29%

5 อันดับหุ้นบริษัทที่มีมูลค่าในพอร์ทของ Berkshire สูงที่สุด

  • Coca-Cola 21% ของพอร์ท
  • Wells Fargo & Company 18.5%
  • IBM 17.5%
  • American Express 11.9%
  • Procter & Gamble 4.9%

ที่มา: NASDAQ และ MarketWatch

เบอร์ลี่ฯ-เซ็นทรัล-ปตท. สนใจซื้อสิทธิ์บริหารแฟมิลี่มาร์ท

By: arjin on Thu, 2012-08-09 09:50

บริษัท สยามแฟมิลี่มาร์ท จำกัดซึ่งเป็นผู้ดำเนินธุรกิจร้านสะดวกซื้อแฟมิลี่มาร์ทในประเทศไทย เปิดเผยว่าบริษัทยังมีแผนขยายการลงทุนในไทยต่อเนื่อง โดยบริษัทแม่ที่ประเทศญี่ปุ่นได้มอบหมายให้บริษัทหาผู้รับสิทธิ์การบริหาร เพื่อให้การดำเนินธุรกิจเป็นไปได้อย่างต่อเนื่อง โดยทั้งนี้บริษัท เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ จำกัด (SET: BJC) ได้เปิดเผยว่าบริษัทมีความสนใจที่จะประมูลเพื่อรับสิทธิ์นี้เพราะช่วยให้บริษัทมีช่องทางร้านค้าปลีกเพิ่มขึ้น

ทั้งนี้รายงานข่าวระบุว่านอกจากเบอร์ลี่ยุคเกอร์แล้ว ยังมีกลุ่มเซ็นทรัล และกลุ่มปตท. ที่สนใจเข้าร่วมประมูลรับสิทธิ์

ที่มา: ไทยโพสต์

เสริมสุขร่วมมือกับโออิชิเตรียมขายชาเขียวใส่ขวดแก้ว

By: arjin on Thu, 2012-08-09 09:23

บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) เผยว่าบริษัทเตรียมเปิดตัวชาเขียวโออิชิ โดยใช้บรรจุภัณฑ์แบบขวดแก้วที่สามารถคืนขวดได้ โดยเน้นจำหน่ายในร้านอาหารและร้านค้าโชห่วยเพื่อเพิ่มทางเลือกให้กับลูกค้า ซึ่งเป็นความร่วมมือของไทยเบฟ และสองบริษัทที่ไทยเบฟเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่คือ โออิชิและเสริมสุข โดยเสริมสุขจะเป็นผู้ผลิตและจำหน่ายโออิชิแบบใส่ขวดแก้วเอง

ทั้งนี้ตั้งแต่ 1 พฤศจิกายนเป็นต้นไป เสริมสุขจะมีจุดเปลี่ยนที่สำคัญคือการหมดสัญญาลงกับบริษัท เป๊ปซี่ โค อิงค์ ทำให้บริษัทไม่ได้เป็นผู้ผลิตและจัดจำหน่ายน้ำอัดลมแบรนด์เป๊ปซี่อีกต่อไป

ถ้าใครจำได้ในยุคกระแสชาเขียวมาแรง เสริมสุขเองก็เคยผลิตชาเขียวลิปตันใส่ขวดแก้วขายนะ

ที่มา: ฐานเศรษฐกิจ

คาดปีนี้ได้เห็นทะเบียนรถเป็นเลข 1 หลักนำหน้าตามด้วยอักษร 2 ตัว

By: arjin on Wed, 2012-08-08 11:27

กรมการขนส่งทางบกเปิดเผยว่าจากโครงการคืนภาษีรถยนต์คันแรกของรัฐบาล ส่งผลให้มีการยื่นขอจดทะเบียนรถยนต์ใหม่เป็นจำนวนมากถึงเดือนละ 50,000 คัน จากปกติเฉลี่ยเดือนละ 20,000 คัน และเกิดการใช้เลขทะเบียนรถเฉลี่ยเดือนละ 5 หมวดอักษร โดยทะเบียนของกรุงเทพมหานครนั้นตอนนี้ถึงหมวด ฆร แล้ว และมีเหลืออีกเพียง 20 หมวดอักษร จึงคาดว่าชุดหมวดอักษรที่มีอยู่จะหมดลงก่อนสิ้นปีนี้

ทั้งนี้กรมการขนส่งทางบกได้เตรียมการแก้ปัญหาไว้แล้ว โดยจะขึ้นมาใช้หมวดอักษรทะเบียนรถยนต์แบบใหม่ โดยใช้ตัวเลข 1 หลักนำหน้าแล้วตามด้วยอักษรอีก 2 ตัวและเลขอีกไม่เกิน 4 หลักครับ

ที่มา: มติชน

AFET เตรียมเปิดสัญญาซื้อขายสับปะรดกระป๋องล่วงหน้าเป็นแห่งแรกในโลก

By: arjin on Tue, 2012-08-07 08:37

ผู้บริหารตลาดสินค้าเกษตรล่วงหน้าแห่งประเทศไทย หรือ AFET เปิดเผยว่าคณะกรรมการตลาดเตรียมนำสินค้าสับปะรดกระป๋อง มาเป็นสินค้าสัญญาซื้อขายตัวใหม่ในตลาด AFET ซึ่งถือเป็นแห่งแรกของโลกที่ใช้สินค้าอ้างอิงเป็นสับปะรดกระป๋อง ซึ่งจะเป็นประโยชน์แก่ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมสับปะรด ช่วยประกันความเสี่ยงด้านราคาและใช้อ้างอิงกับตลาดโลกได้

ปัจจุบันประเทศไทยเป็นผู้ส่งออกสับปะรดกระป๋องมากเป็นอันดับหนึ่งของโลก มีมูลค่าตลาดกว่า 20,000 ล้านบาท มีโรงงานผู้ประกอบการอยู่ 75 แห่ง แต่ราคาส่งออกปัจจุบันเกิดการตัดราคากันเองในบรรดาผู้ประกอบการจึงส่งผลให้ราคาต่ำกว่าที่ควรจะเป็น การมีสัญญาซื้อขายล่วงหน้าจะช่วยลดปัญหานี้ได้

ทั้งนี้สัญญาซื้อขายล่วงหน้านี้จะใช้สินค้าอ้างอิงเป็น สับปะรดกระป๋อง ชนิดชิ้นคละ ซึ่งมีวัตถุประสงค์หลักในตลาดคือเพื่อการบริโภค

ที่มา: AFET

กระเป๋าหลุยส์ทำลายอุตสาหกรรมภาพยนตร์ - ผู้อำนวยการสร้างหนังฮ่องกงบอก

By: arjin on Mon, 2012-07-23 12:49

Bill Kong ผู้อำนวยการสร้างภาพยนตร์รายใหญ่คนหนึ่งในฮ่องกง ที่มีผลงานอย่าง "Crouching Tiger, Hidden Dragon" และ "Hero" ออกมากล่าวว่าอุตสาหกรรมจัดหน่ายสินค้าแบรนด์เนมหรูราคาแพงกำลังทำลายอุตสาหกรรมภาพยนตร์ในประเทศฮ่องขณะนี้

Kong บอกว่าปัญหาสำคัญคือที่ดินในฮ่องกงมีปริมาณจำกัด ในอดีตนั้นเจ้าของอสังหาริมทรัพย์ประเภทห้างสรรพสินค้าต่างต้องการให้มีโรงภาพยนตร์อยู่ในห้างของตนเองเพื่อเรียกลูกค้า แต่วันนี้เปลี่ยนไปแล้วเพราะห้างเหล่านั้นต้องการร้านแบรนด์เนมอย่างหลุยส์วิตตอง, ปราด้า, กุชชี่ หรือดิออร์มากกว่า และผลกระทบนี้ก็รุนแรงมากต่ออุตสาหกรรมภาพยนตร์เพราะโรงภาพยนตร์กว่า 90% ในฮ่องกงนั้นอยู่ในห้าง และมีจำนวนลดลงเรื่อยๆ จาก 77 แห่งเมื่อ 15 ปีก่อน เหลือเพียง 47 แห่งในขณะนี้

ปัจจุบันหนทางที่ผู้ผลิตภาพยนตร์ในฮ่องกงใช้คือการร่วมทุนกับผู้ผลิตต่างประเทศ และวางแผนการฉายหนังในประเทศจีนและหลายแห่งในโลก ที่ซึ่งตลาดภาพยนตร์ยังคงเติบโตอย่างรวดเร็วในตอนนี้

ที่มา: Bloomberg

ไทยเบฟฯ เสนอซื้อหุ้น F&N และ APB ผู้ผลิตเบียร์ Tiger ด้าน Heineken แสดงความกังวลกับดีลนี้

By: arjin on Wed, 2012-07-18 11:34

บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด ซึ่งปัจจุบันหุ้นของบริษัทซื้อขายอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ประเทศสิงคโปร์ของมหาเศรษฐีไทย คุณเจริญ สิริวัฒนภักดี ออกมายืนยันกระแสข่าวว่าบริษัทกำลังเจรจาขอซื้อหุ้นบริษัทผู้ผลิตเครื่องดื่ม Fraser and Neave (F&N) และ บริษัท Asia Pacific Breweries (APB) จากธนาคาร OCBC และกลุ่มบริษัทประกันในเครืออยู่นั้นเป็นความจริง โดยนักวิเคราะห์ประเมินว่ามูลค่าหุ้นที่ไทยเบฟจะทำการเสนอซื้อทั้งหมดมีมูลค่าราว 2.3 พันล้านดอลลาร์ หรือ 7.2 หมื่นล้านบาท

F&N เป็นบริษัทผู้ผลิตเครื่องดื่มและอาหารรายใหญ่ซึ่งธนาคาร OCBC และบริษัทในเครือเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ในปัจจุบัน ถ้าการซื้อขายนี้สำเร็จจะทำให้ไทยเบฟเวอเรจกลายเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ที่สุดแทน โดยมีกลุ่ม Kirin จากประเทศญี่ปุ่นเป็นผู้ถือหุ้นอันดับรองลงมา ส่วนบริษัท APB นั้นเป็นการร่วมทุนกันระหว่าง F&N กับบริษัท Heineken ผู้ผลิตเบียร์รายใหญ่ของโลกในการผลิตเบียร์ยี่ห้อ Tiger โดยส่วนการเข้าซื้อหุ้น APB ของไทยเบฟเวอเรจนั้นจะได้สองทางคือทั้งหุ้นทางตรงจาก OCBC ส่วนหนึ่งและการถือหุ้นทางอ้อมผ่าน F&N ทำให้ไทยเบฟจะเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ที่สุดของ APB เช่นกัน

ด้านบริษัท Heineken ซึ่งถือหุ้น APB อยู่ 42% ออกมาแสดงความกังวลต่อดีลดังกล่าว และยอมรับว่าบริษัทอาจต้องทำทุกทางเพื่อป้องกันการครอบงำกิจการส่วนนี้จากไทยเบฟฯ เนื่องจากกำไรของ Heineken มากกว่าครึ่งหนึ่งปัจจุบันมาจากตลาดประเทศเกิดใหม่ (emerging market) เพราะสภาพธุรกิจเบียร์ในยุโรปนั้นชะลอตัวลง ซึ่งกรณีที่หนักที่สุดก็คือการแย่งเสนอซื้อหุ้นจาก OCBC ในราคาที่สูงกว่าไทยเบฟฯ

บริษัท F&N ปัจจุบันมีรายได้จากธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม 59% ส่วน 34% มาจากธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในประเทศสิงคโปร์ และที่เหลือมาจากธุรกิจสื่อ นักวิเคราะห์ประเมินว่าด้วยยุทธศาสตร์ของเจริญ สิริวัฒนภักดีแล้ว เป็นไปได้ว่าหลังการเข้าถือหุ้นใหญ่เสร็จสิ้น F&N อาจแยกบริษัทตามหมวดธุรกิจออกจากกันเพื่อให้มูลค่าหุ้นเพิ่มสูงมากขึ้นได้

ที่มา: Reuters via Yahoo! Finance Singapore

Pages

Subscribe to RSS - arjin's blog