arjin's blog

AFET เตรียมเปิดสัญญาซื้อขายสับปะรดกระป๋องล่วงหน้าเป็นแห่งแรกในโลก

By: arjin on Tue, 2012-08-07 08:37

ผู้บริหารตลาดสินค้าเกษตรล่วงหน้าแห่งประเทศไทย หรือ AFET เปิดเผยว่าคณะกรรมการตลาดเตรียมนำสินค้าสับปะรดกระป๋อง มาเป็นสินค้าสัญญาซื้อขายตัวใหม่ในตลาด AFET ซึ่งถือเป็นแห่งแรกของโลกที่ใช้สินค้าอ้างอิงเป็นสับปะรดกระป๋อง ซึ่งจะเป็นประโยชน์แก่ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมสับปะรด ช่วยประกันความเสี่ยงด้านราคาและใช้อ้างอิงกับตลาดโลกได้

ปัจจุบันประเทศไทยเป็นผู้ส่งออกสับปะรดกระป๋องมากเป็นอันดับหนึ่งของโลก มีมูลค่าตลาดกว่า 20,000 ล้านบาท มีโรงงานผู้ประกอบการอยู่ 75 แห่ง แต่ราคาส่งออกปัจจุบันเกิดการตัดราคากันเองในบรรดาผู้ประกอบการจึงส่งผลให้ราคาต่ำกว่าที่ควรจะเป็น การมีสัญญาซื้อขายล่วงหน้าจะช่วยลดปัญหานี้ได้

ทั้งนี้สัญญาซื้อขายล่วงหน้านี้จะใช้สินค้าอ้างอิงเป็น สับปะรดกระป๋อง ชนิดชิ้นคละ ซึ่งมีวัตถุประสงค์หลักในตลาดคือเพื่อการบริโภค

ที่มา: AFET

กระเป๋าหลุยส์ทำลายอุตสาหกรรมภาพยนตร์ - ผู้อำนวยการสร้างหนังฮ่องกงบอก

By: arjin on Mon, 2012-07-23 12:49

Bill Kong ผู้อำนวยการสร้างภาพยนตร์รายใหญ่คนหนึ่งในฮ่องกง ที่มีผลงานอย่าง "Crouching Tiger, Hidden Dragon" และ "Hero" ออกมากล่าวว่าอุตสาหกรรมจัดหน่ายสินค้าแบรนด์เนมหรูราคาแพงกำลังทำลายอุตสาหกรรมภาพยนตร์ในประเทศฮ่องขณะนี้

Kong บอกว่าปัญหาสำคัญคือที่ดินในฮ่องกงมีปริมาณจำกัด ในอดีตนั้นเจ้าของอสังหาริมทรัพย์ประเภทห้างสรรพสินค้าต่างต้องการให้มีโรงภาพยนตร์อยู่ในห้างของตนเองเพื่อเรียกลูกค้า แต่วันนี้เปลี่ยนไปแล้วเพราะห้างเหล่านั้นต้องการร้านแบรนด์เนมอย่างหลุยส์วิตตอง, ปราด้า, กุชชี่ หรือดิออร์มากกว่า และผลกระทบนี้ก็รุนแรงมากต่ออุตสาหกรรมภาพยนตร์เพราะโรงภาพยนตร์กว่า 90% ในฮ่องกงนั้นอยู่ในห้าง และมีจำนวนลดลงเรื่อยๆ จาก 77 แห่งเมื่อ 15 ปีก่อน เหลือเพียง 47 แห่งในขณะนี้

ปัจจุบันหนทางที่ผู้ผลิตภาพยนตร์ในฮ่องกงใช้คือการร่วมทุนกับผู้ผลิตต่างประเทศ และวางแผนการฉายหนังในประเทศจีนและหลายแห่งในโลก ที่ซึ่งตลาดภาพยนตร์ยังคงเติบโตอย่างรวดเร็วในตอนนี้

ที่มา: Bloomberg

ไทยเบฟฯ เสนอซื้อหุ้น F&N และ APB ผู้ผลิตเบียร์ Tiger ด้าน Heineken แสดงความกังวลกับดีลนี้

By: arjin on Wed, 2012-07-18 11:34

บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด ซึ่งปัจจุบันหุ้นของบริษัทซื้อขายอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ประเทศสิงคโปร์ของมหาเศรษฐีไทย คุณเจริญ สิริวัฒนภักดี ออกมายืนยันกระแสข่าวว่าบริษัทกำลังเจรจาขอซื้อหุ้นบริษัทผู้ผลิตเครื่องดื่ม Fraser and Neave (F&N) และ บริษัท Asia Pacific Breweries (APB) จากธนาคาร OCBC และกลุ่มบริษัทประกันในเครืออยู่นั้นเป็นความจริง โดยนักวิเคราะห์ประเมินว่ามูลค่าหุ้นที่ไทยเบฟจะทำการเสนอซื้อทั้งหมดมีมูลค่าราว 2.3 พันล้านดอลลาร์ หรือ 7.2 หมื่นล้านบาท

F&N เป็นบริษัทผู้ผลิตเครื่องดื่มและอาหารรายใหญ่ซึ่งธนาคาร OCBC และบริษัทในเครือเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ในปัจจุบัน ถ้าการซื้อขายนี้สำเร็จจะทำให้ไทยเบฟเวอเรจกลายเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ที่สุดแทน โดยมีกลุ่ม Kirin จากประเทศญี่ปุ่นเป็นผู้ถือหุ้นอันดับรองลงมา ส่วนบริษัท APB นั้นเป็นการร่วมทุนกันระหว่าง F&N กับบริษัท Heineken ผู้ผลิตเบียร์รายใหญ่ของโลกในการผลิตเบียร์ยี่ห้อ Tiger โดยส่วนการเข้าซื้อหุ้น APB ของไทยเบฟเวอเรจนั้นจะได้สองทางคือทั้งหุ้นทางตรงจาก OCBC ส่วนหนึ่งและการถือหุ้นทางอ้อมผ่าน F&N ทำให้ไทยเบฟจะเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ที่สุดของ APB เช่นกัน

ด้านบริษัท Heineken ซึ่งถือหุ้น APB อยู่ 42% ออกมาแสดงความกังวลต่อดีลดังกล่าว และยอมรับว่าบริษัทอาจต้องทำทุกทางเพื่อป้องกันการครอบงำกิจการส่วนนี้จากไทยเบฟฯ เนื่องจากกำไรของ Heineken มากกว่าครึ่งหนึ่งปัจจุบันมาจากตลาดประเทศเกิดใหม่ (emerging market) เพราะสภาพธุรกิจเบียร์ในยุโรปนั้นชะลอตัวลง ซึ่งกรณีที่หนักที่สุดก็คือการแย่งเสนอซื้อหุ้นจาก OCBC ในราคาที่สูงกว่าไทยเบฟฯ

บริษัท F&N ปัจจุบันมีรายได้จากธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม 59% ส่วน 34% มาจากธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในประเทศสิงคโปร์ และที่เหลือมาจากธุรกิจสื่อ นักวิเคราะห์ประเมินว่าด้วยยุทธศาสตร์ของเจริญ สิริวัฒนภักดีแล้ว เป็นไปได้ว่าหลังการเข้าถือหุ้นใหญ่เสร็จสิ้น F&N อาจแยกบริษัทตามหมวดธุรกิจออกจากกันเพื่อให้มูลค่าหุ้นเพิ่มสูงมากขึ้นได้

ที่มา: Reuters via Yahoo! Finance Singapore

รพ.บำรุงราษฎร์ขายหุ้นรพ.เกษมราษฎร์ทิ้งทั้งหมด

By: arjin on Tue, 2012-07-10 13:44

บริษัท โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ (SET:BH) แจ้งต่อตลาดหลักทรัพย์วันนี้ว่าบริษัทได้ขายหุ้นของบริษัท บางกอกเชน ฮอสปิทอล (SET:KH) ซึ่งเป็นเจ้าของโรงพยาลเกษมราษฎร์ที่บริษัทถือหุ้นอยู่ร้อยละ 24.99 ออกไปทั้งหมดคิดเป็นจำนวน 498,748,800 หุ้นในราคาหุ้นละ 9.15 บาทโดยผู้มารับซื้อเป็นกลุ่มทุนต่างชาติ

โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์เคยเข้ามาเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของกลุ่มโรงพยาบาลเกษมราษฎร์เมื่อปีที่แล้ว แต่เมื่อพบว่าโรงพยาบาลเกษมราษฎร์มีฐานลูกค้าที่ไม่สอดคล้องกับลูกค้าของโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์จึงตัดสินใจขายหุ้นทั้งหมดออกมา ทั้งนี้โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์มีต้นทุนอยู่ 8.50 บาทต่อหุ้น ทำให้จากดีลขายหุ้นบิ๊กลอตนี้ โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์สามารถบันทึกกำไรในการขายหุ้นได้ทันที 324 ล้านบาทในไตรมาสที่ 3 ปี 2555

ที่มา: ตลาดหลักทรัพย์ฯ และ eFinanceThai

ทรัพย์ศรีไทยรุกธุรกิจอาหารเพิ่มอีก คราวนี้ซื้อ Baskin Robbins

By: arjin on Thu, 2012-07-05 09:46

บริษัท ทรัพย์ศรีไทย จำกัด (มหาชน) (SET:SST) แจ้งต่อตลาดหลักทรัพย์วันนี้ว่าบริษัทได้ดำเนินการซื้อสินทรัพย์ในการดำเนินงานร้านไอศกรีม Baskin Robbins 17 สาขาในประเทศไทยจากบริษัทบิ๊ก สกู๊ป จำกัด โดยทำการซื้อผ่านบริษัทลูก โกลเด้น สกู๊ป คิดเป็นมูลค่า 47 ล้านบาท

บริษัท ทรัพย์ศรีไทยมีธุรกิจหลักคือบริการคลังสินค้าและเอกสาร แต่ช่วงที่ผ่านมาบริษัทได้เดินกลยุทธ์ขยายเข้าสู่ธุรกิจอาหารมากขึ้น โดยปีที่แล้วก็ได้ซื้อกิจการร้านโอบองแปงและดังกิ้นโดนัทไป อนึ่ง ร้านไอศกรีม Baskin Robbins นั้นเดิมบริษัท เซ็นทรัล เรสตอรองส์ กรุ๊ปในเครือเซ็นทรัลเป็นผู้ได้สิทธิบริหารในประเทศไทย แต่ได้เลิกกิจการไปหลังหมดสัญญา แล้วมาทำร้านไอศกรีม Cold Stone Creamery แทน

ที่มา: ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดเตรียมจดทะเบียนเข้าตลาดหุ้นนิวยอร์ค

By: arjin on Wed, 2012-07-04 11:58

สโมสรฟุตบอลแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดแห่งประเทศอังกฤษได้ตัดสินใจได้ยื่นไฟลิ่งหรือเอกสารขอจดทะเบียนเพื่อซื้อขายหุ้นของสโมสรในตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์คแล้ว โดยเปลี่ยนไปจากข่าวก่อนหน้านี้ว่าจะจดทะเบียนในตลาดหุ้นในทวีปเอเชียโดยพิจารณาฮ่องกงและสิงคโปร์ไว้ โดยมูลค่าเพิ่มทุนนั้นอยู่ราว 100 ล้านดอลลาร์ ซึ่งน้อยกว่าแผนเดิมที่จะจดทะเบียนในสิงคโปร์คือ 1,000 ล้านดอลลาร์

นักวิเคราะห์มองว่าเหตุที่มูลค่าที่จะเพิ่มทุนน้อย อาจเพราะแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดตั้งใจให้หุ้นไอพีโอมีจำนวนไม่มาก ทำให้เกิดสภาพคล่องต่ำและผู้ต้องการถือหุ้นต้องไล่ราคาให้สูงขึ้นกว่าปกติ ส่งผลให้มูลค่ากิจการสโมสรรวมเพิ่มขึ้นได้รวดเร็ว การเพิ่มทุนนี้นักวิเคราะห์มองว่าสโมสรจะนำไปใช้จ่ายด้านภาระหนี้สินที่ปัจจุบันมีสูงถึง 664 ล้านดอลลาร์

ปัจจุบันสโมสรแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดมีผู้ถือหุ้นหลักคือตระกูล Glazer ซึ่งเป็นชาวอเมริกา ประเมินว่าหลักการจดทะเบียนในตลาดหุ้น ตระกูล Glazer จะยังถือหุ้นอยู่ราว 2 ใน 3 ทำให้รักษาอำนาจในการบริหารตัดสินใจไว้ได้

ที่มา: Reuters

เจมาร์ทบอกคำสั่งกสทช. ที่ห้ามขายมือถือหลายรุ่นไม่กระทบบริษัท

By: arjin on Tue, 2012-07-03 23:38

บริษัท เจมาร์ท จำกัด (มหาชน) ได้ทำหนังสือชี้แจงตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ระบุว่าจากการที่กสทช. ออกคำสั่งเพิกถอนและห้ามจำหน่ายโทรศัพท์มือถือ 280 รุ่นโดยมีโทรศัพท์ยี่ห้อ jFone ซึ่งเป็นของเจมาร์ทจำนวน 8 รุ่นนั้น บริษัทได้ทำการยกเลิกการสั่งผลิตสินค้ากลุ่มดังกล่าวทันที และตอนนี้ไม่มีโทรศัพท์ทั้ง 8 รุ่นในคลังสินค้าบริษัทแล้ว

ทั้งนี้เจมาร์ทกล่าวว่าโทรศัพท์ทั้ง 8 รุ่นมีจำนวนไม่มากและยอดขายก็ไม่สูง จึงไม่ส่งผลกระทบต่อยอดขายรวมของบริษัทอย่างมีนัยสำคัญแต่อย่างใด

ที่มา: ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

ผลสำรวจชาวต่างชาติเชื่อกระแสบันเทิงเกาหลีจะหมดลงใน 4-5 ปี

By: arjin on Tue, 2012-05-22 09:42

กระทรวงวัฒนธรรม การกีฬา และการท่องเที่ยวแห่งประเทศเกาหลีใต้ได้ทำการสำรวจความเห็นจากชาวต่างชาติใน 9 ประเทศรวมทั้งประเทศไทยจำนวน 3,600 คน พบว่า 60% ของกลุ่มที่สำรวจเชื่อว่าความนิยมบันเทิงจากประเทศเกาหลีใต้ ทั้งดนตรี ภาพยนตร์และละครชุดจะเริ่มเสื่อมลงใน 4-5 ปีข้างหน้า ทั้งนี้กระแสความนิยมบันเทิงจากเกาหลีใต้นั้นเริ่มแรงตั้งแต่ปี 2002 จากละครชุด Winter Sonata (เพลงรักในสายลมหนาว)

เมื่อถามถึงเหตุผลว่าทำไมกระแสความนิยมจะลดน้อยลง 20.5% ของกลุ่มที่สำรวจบอกว่าเพราะบันเทิงเกาหลีนั้นเริ่ม "เหมือนกันไปหมด" อย่างเช่นในดนตรีเกาหลีที่เรียกว่า K-Pop นั้น ท่าเต้น เนื้อหาเพลง การแต่งกาย ก็แทบไม่แตกต่างกันเลย ส่วนละครชุดนั้นเนื้อหาก็มีพล็อตวนเวียนว่าด้วยความลับในอดีตของตัวละคร

ตัวแทนจากกระทรวงวัฒนธรรมฯ กล่าวว่าถึงเวลาแล้วที่อุตสาหกรรมบันเทิงเกาหลีจะต้องคิดใหม่ทำใหม่ให้มากขึ้น การลอกแนวทางต่อกันไปไม่ช่วยให้ประสบความสำเร็จได้เลย โดยเฉพาะในระดับโลกที่มีการแข่งขันอย่างสูง

ที่มา: The Korea Times

วอร์เรน บัฟเฟตต์บอกไม่มีแผนซื้อหุ้น Facebook ตอนนี้

By: arjin on Fri, 2012-05-04 20:10

มหาเศรษฐีด้านการลงทุนของโลกวอร์เรน บัฟเฟตต์ให้สัมภาษณ์ผ่านรายการ Squawk Box ทางช่อง CNBC ว่าบริษัท Berkshire Hathaway ของเขายังไม่มีแผนที่จะลงทุนในหุ้นของ Facebook ที่มีข่าวว่าจะทำ IPO ในวันที่ 18 พฤษภาคมนี้ อย่างไรก็ตามบัฟเฟตต์กล่าวว่าสิ่งที่เกิดขึ้นกับ Facebook นั้นเป็นเรื่องที่น่าอัศจรรย์มาก

เมื่อนักข่าวถามว่าเขามีมุมมองกับหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีอย่างไรตอนนี้ และมันมีความคล้ายกับเมื่อครั้งฟองสบู่ดอทคอมหรือไม่? บัฟเฟตต์บอกว่าตอนนี้เขายังไม่เห็นสัญญาณของหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีว่าเป็นฟองสบู่แต่อย่างใด

หมายเหตุผู้เขียน - ปัจจุบัน Berkshire Hathaway เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ในบริษัทไอบีเอ็ม

ที่มา: CNBC

โนเกียเตรียมขายกิจการมือถือหรู Vertu

By: arjin on Mon, 2012-04-30 14:18
Tags: 

Financial Times รายงานว่าโนเกียเตรียมขายกิจการโทรศัพท์มือถือที่เน้นความหรูหรา Vertu ซึ่งเป็นบริษัทในเครืออยู่ที่ประเทศอังกฤษให้กับกลุ่มทุน Permira ที่มูลค่าราว 200 ล้านยูโร

ก่อนหน้านี้โนเกียเคยออกมาส่งสัญญาณเมื่อปลายปีที่แล้วว่าบริษัทต้องการตัดขาย Vertu ออกไป แต่ยังหาผู้ที่มีความเหมาะสมมาซื้อกิจการต่อไปไม่ได้จนกระทั่งมีข่าวล่าสุดตามนี้ครับ

ที่มา: Reuters

เนสท์เล่ซื้อเอส-26 จากไฟเซอร์ด้วยมูลค่า 1.1 หมื่นล้านดอลลาร์

By: arjin on Mon, 2012-04-23 14:14

มีรายงานข่าวว่าบริษัทยายักษ์ใหญ่ของโลกไฟเซอร์ (Pfizer) ได้ตัดสินใจขายแผนกธุรกิจโภชนาการเด็ก (สินค้าในไทยที่รู้จักกันคือนมผงเอส-26) ให้กับบริษัทเนสท์เล่ (Nestlé) ที่มูลค่าราว 1.1 หมื่นล้านดอลลาร์ ซึ่งในการตัดสินใจขั้นสุดท้ายนั้นไฟเซอร์มีตัวเลือกอีกบริษัทที่จะขายให้คือบริษัทดาน่อน (Danone) ทั้งนี้การขายธุรกิจดังกล่าวจะช่วยให้ไฟเซอร์มีเงินสดมาโฟกัสธุรกิจหลักของบริษัทคือการผลิตและวิจัยยารักษาโรคมากขึ้น โดยธุรกิจโภชนาการเด็กนี้เคยเป็นแผนกหนึ่งของบริษัทไวเอท (Wyeth) ที่ไฟเซอร์ซื้อมาเมื่อเมื่อปี 2009

ในส่วนของเนสท์เล่เองก็จะได้ประโยชน์จากดีลดังกล่าวเพราะทำให้บริษัทกลับไปทำตลาดในประเทศจีนได้เหมือนเดิม หลังต้องถอนตัวจากประเทศจีนในปี 2005 เนื่องจากทางการตรวจพบสารไอโอดีนเกินมาตรฐานในนมผง Neslac ซึ่งปัจจุบันสินค้าโภชนาการเด็กของไฟเซอร์มีส่วนแบ่งในจีน 7% ขณะที่ธุรกิจโภชนาการเด็กในจีนโดยรวมนั้นมีขนาดใหญ่และเติบโตสูงมากโดยกินส่วนแบ่งถึง 23% ของยอดขายทั่วโลกที่มีสูงถึง 4.1 หมื่นล้านดอลลาร์ในปีที่ผ่านมา

ปัจจุบันไฟเซอร์มีส่วนแบ่งการตลาดกลุ่มสินค้าโภชนาการเด็กเป็นอันดับ 5 ของโลก รองจากเนสท์เล่, มี้ด จอห์นสัน (Mead-Johnson), ดาน่อน และแอ๊บบอต (Abbott)

ที่มา: Bloomberg

ออสเตรเลียดันกฎหมายควบคุมซองบุหรี่ให้มีแค่เพียงแบบเดียว

By: arjin on Mon, 2012-04-23 12:18

รัฐบาลออสเตรเลียเตรียมบังคับใช้กฎหมายควบคุมบรรจุภัณฑ์ซองบุหรี่ที่วางจำหน่ายภายในประเทศ ซึ่งอยู่ในระดับสูงที่สุดที่เคยมีมาในโลก กล่าวคือซองบุหรี่ทั้งหมดจะต้องใช้สีพื้นแบบเดียวกันทั้งหมดคือสีเขียวมะกอกเข้ม หน้าซองไม่มีชื่อยี่ห้อบุหรี่ มีเพียงภาพอาการป่วยที่น่ากลัวและข้อความเตือน โดยชื่อยี่ห้อบุหรี่นั้นจะอยู่ที่ข้างซอง และบังคับให้ชื่อยี่ห้อพิมพ์ด้วยฟอนต์ Lucida Sans เท่านั้นเพื่อไม่ให้เกิดความแตกต่าง ซึ่งแน่นอนว่าบังคับใช้กันเข้มงวดแบบนี้บรรดาบริษัทบุหรี่ก็ต่างพร้อมใจยื่นฟ้องทางการออสเตรเลียให้ระงับกฎหมายนี้เสีย โดยขณะนี้คดีอยู่ในช่วงการพิจารณาของศาลสูง ซึ่งถ้าผลการตัดสินออกมาให้ทำจริง รัฐบาลหลายประเทศที่กำลังติดตามคดีนี้ก็อาจนำกฎหมายนี้มาใช้ในประเทศตนด้วยเช่นกัน

กระทรวงสาธารณสุขออสเตรเลียอ้างผลการศึกษาวิจัยว่าซองสีเขียวเข้มและฟอนต์ Lucida Sans นั้นให้ความรู้สึกน่าเบื่อและไม่ดึงดูดที่สุด ซึ่งอาจช่วยให้การบริโภคบุหรี่ในประเทศลดลง นอกจากนี้เหล่านักออกแบบบรรจุภัณฑ์และนักการตลาดให้ความเห็นว่าการบังคับให้บุหรี่ทุกยี่ห้อทุกรุ่นเหมือนกันหมดทั้งสีซองและฟอนต์ จะทำให้ผู้สูบบุหรี่เกิดความรู้สึกแตกต่างที่น้อยลง ซึ่งเป็นความท้าทายของบริษัทบุหรี่ที่จะสร้างแรงกระตุ้นในการขายผ่านแบรนด์ตนเองอีก ซึ่งปัจจุบัน บุหรี่มีการแยกสีซองเพื่อสร้างความรู้สึกสำหรับผู้สูบ อย่างซองแดงก็ให้ความรู้สึกเข้ม เขียวให้ความรู้สึกสดชื่น และฟ้าเป็นความรู้สึกบุหรี่ที่มีนิโคตินต่ำ

ปัจจุบันออสเตรเลียมีส่วนแบ่งยอดขายบุหรี่คิดเป็น 0.3% ของยอดขายทั่วโลก

ที่มา: Bloomberg

วอร์เรน บัฟเฟตต์เผยว่าเป็นมะเร็งต่อมลูกหมากระยะแรก

By: arjin on Wed, 2012-04-18 09:27

วอร์เรน บัฟเฟตต์ มหาเศรษฐีนักลงทุนชื่อดังของโลกวัย 81 ปีได้ออกจดหมายถึงผู้ถือหุ้นว่าเขาตรวจพบว่าเป็นมะเร็งต่อมลูกหมากในขั้นเริ่มต้น โดยแพทย์กล่าวว่าการตรวจพบนี้ไม่ส่งผลใดๆ ต่อการใช้ชีวิตประจำวัน ซึ่งบัฟเฟตต์กล่าวว่าเขาจะยังคงบริหาร Berkshire Hathaway ต่อไป

ทั้งนี้การออกมาเปิดเผยเรื่องโรคมะเร็งของบัฟเฟตต์ทำให้นักวิเคราะห์เปรียบเทียบกรณีดังกล่าวกับการลาป่วยของสตีฟ จ็อบส์แห่งแอปเปิลซึ่งพยายามไม่เปิดเผยรายละเอียดการรักษามากนัก ต่างจากบัฟเฟตต์ที่กล้าออกมาเปิดเผยแม้ถูกตรวจพบเพียงระยะแรกของมะเร็ง ซึ่งสถิติทางการแพทย์นั้นสามารถรักษาให้หายได้มากกว่า 99% ถ้าตรวจพบก่อน

กรณีบัฟเฟตต์อีกประเด็นหนึ่งที่คล้ายกับแอปเปิลนั่นคือผู้ถือหุ้นพยายามตั้งคำถามว่าใครจะมาเป็นผู้สืบทอดคนต่อไป โดยบัฟเฟตต์เคยเปิดเผยก่อนหน้านี้เพียงว่าเขาได้เลือกคนที่มาบริหาร Berkshire ต่อไว้ในใจเรียบร้อยแล้วแต่ยังไม่มีการแจ้งกับคนดังกล่าว

ที่มา: The New York Times และ Forbes

Facebook จะเลือกซื้อขายในตลาดหุ้น Nasdaq

By: arjin on Fri, 2012-04-06 21:07

ทราบกันดีอยู่แล้วว่า Facebook ได้ยื่นเอกสารเพื่อเตรียมเข้าซื้อขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ แต่ที่ผ่านมา Facebook ยังไม่ได้ตัดสินใจเลือกว่าจะเอาหุ้นของบริษัทเข้าซื้อขายที่ตลาดหุ้นนิวยอร์ค (NYSE) หรือ Nasdaq ซึ่งรายงานล่าสุดจาก The New York Times และ CNBC ยืนยันตรงกันว่า Facebook เลือกตลาดหุ้น Nasdaq แล้ว

ประเด็นที่ว่าซื้อขายในตลาดใดอาจไม่มีนัยยะต่อ Facebook นัก แต่ข่าวนี้ส่งผลดีต่อตัวตลาด Nasdaq อย่างมาก เพราะ Facebook จะมีหุ้นเพิ่มทุนเพื่อมาซื้อขายในตลาดช่วงแรกมีมูลค่าประเมินสูงถึง 5 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งจะช่วยเสริมวอลุ่มให้กับตลาดได้อย่างดี

อีกเหตุผลที่ Facebook เลือก Nasdaq ก็คือในตลาด Nasdaq มีบริษัทด้านเทคโนโลยีเข้ามาจดทะเบียนซื้อขายหุ้นอยู่แล้วหลายรายทั้ง แอปเปิล กูเกิล และไมโครซอฟท์ หากแต่ปีที่แล้วตลาดหุ้นนิวยอร์คสามารถชิงเอา LinkedIn เข้ามาซื้อขายในตลาดของตนได้สำเร็จ ก็เลยเกิดกระแสว่า Facebook อาจตามไปอยู่ตลาดหุ้นนิวยอร์คด้วยนั่นเอง

ที่มา: USA Today

Groupon รายงานปัญหาการลงบัญชีไตรมาสล่าสุด - กลต. สหรัฐอาจเข้าตรวจสอบ

By: arjin on Tue, 2012-04-03 15:40

เว็บขายดีลแบบกลุ่มรายใหญ่ Groupon ซึ่งเพิ่งเข้าตลาดหุ้นไปเมื่อปลายปีที่แล้ว ได้ทำหนังสือแจ้งตลาดหลักทรัพย์ NASDAQ ว่ารายงานผลประกอบการไตรมาสที่ 4 ของปี 2011 ของบริษัทที่ผ่านมานั้นต้องคำนวณใหม่ เนื่องจากเกิดความผิดพลาดของการควบคุมภายใน ซึ่งบริษัทจะเร่งแก้ปัญหานี้โดยเร็วที่สุด แต่ไม่สามารถกำหนดระยะเวลาได้ อีกทั้งไม่สามารถยืนยันว่าจะแก้ไขปัญหาการควบคุมภายในได้อย่างสมบูรณ์

Groupon อธิบายว่าปัญหาที่เกิดขึ้นมาจากบรรดาดีลที่ลูกค้าที่ซื้อไปแล้วมาขอคืนเงิน โดย Groupon กำหนดไว้ว่าลูกค้าสามารถขอคืนเงินได้หากไม่พอใจในบริการหรือสินค้า หากแต่ Groupon เองกลับไม่สามารถไปขอคืนเงินส่วนต่างนี้ได้ต่อจากร้านค้าที่ทำดีลร่วมกันทั้งหมด เนื่องจากปัญหาการทำข้อตกลงและการประสานงานกัน ซึ่งปัญหานี้ส่วนใหญ่เกิดกับดีลที่มีราคาสูงอย่างเช่นตั๋วโดยสารเครื่องบินหรือมื้ออาหารหรู ส่งผลให้ Groupon ต้องบันทึกค่าเสียหายนี้เป็นค่าใช้จ่ายบริษัทเพิ่มเติมอีกราว 22.6 ล้านดอลลาร์ โดยไตรมาสที่ผ่านมานั้น Groupon ก็ขาดทุนอยู่แล้วถึง 42 ล้านดอลลาร์ ที่ร้ายแรงกว่าคือเงินสดที่บริษัทสำรองไว้เพื่อจ่ายเป็นค่าเสียหายกับลูกค้านี้ก็ไม่เพียงพออีกด้วย

เหตุการณ์ดังกล่าวยังทำให้นักวิเคราะห์ตั้งคำถามไปยังบริษัทผู้ตรวจสอบบัญชีให้กับ Groupon คือบริษัท Ernst & Young ว่าทำไมจึงไม่มีการตั้งข้อสังเกตใดๆ เลยในงบการเงินของไตรมาสที่ผ่านมา แม้หลายฝ่ายจะแย้งว่ารูปแบบธุรกิจของ Groupon นั้นใหม่เกินไปสำหรับนักบัญชี ซึ่งการลงบัญชีรายรับรายจ่ายนั้นแปลกใหม่เกินกว่าที่บริษัทผู้ตรวจสอบจะไล่ตามได้ทัน อย่างไรก็ตามตอนนี้ Groupon ได้ว่าจ้างบริษัทผู้ตรวจสอบบัญชีรายใหญ่เพิ่มเติมทั้ง KPMG, PricewaterhouseCoopers และ Deloitte & Touche เพื่อมาช่วยสอบสวนหาต้นตอของปัญหาอีกด้วย

ทางกลต. สหรัฐกล่าวว่าคณะกรรมการกำลังอยู่ในขั้นตอนพิจารณาว่าจะต้องเข้าสอบสวนปัญหานี้ของ Groupon อย่างเป็นทางการหรือไม่ ขณะที่ราคาหุ้นของ Groupon เมื่อคืนวันจันทร์อยู่ที่ 15.28 ดอลลาร์ ลดลงวันเดียวถึงเกือบ 17% ภายหลังมีข่าวดังกล่าว

ที่มา: Bloomberg และ WSJ

Pages

Subscribe to RSS - arjin's blog