รัฐแมรีแลนด์: คู่สมรสเพศเดียวกันมีสิทธิหย่า (แต่ยังไม่มีสิทธิแต่ง)
ศาลสูงสุดของรัฐแมรีแลนด์ในสหรัฐอเมริกา ได้ตัดสินว่า คู่สมรสเพศเดียวกันที่ได้แต่งงานมาจากรัฐอื่น มีสิทธิที่จะหย่าได้ตามกฎหมายในรัฐแมรีแลนด์ แม้ว่ากฎหมายของแมรีแลนด์ที่อนุญาตการสมรสเพศเดียวกันจะยังไม่มีผลบังคับใช้ก็ตาม
Jessica Port กับ Virginia Anne Cowan ได้แต่งงานกันในปี 2008 ในซานฟรานซิสโก รัฐแคลิฟอร์เนีย ในช่วงที่แคลิฟอร์เนียอนุญาตให้มีการแต่งงานเพศเดียวกันได้ สองปีต่อมาคู่ดังกล่าวได้ยื่นขอหย่าภายในรัฐแมรีแลนด์
ผู้พิพากษาชั้นต้นในแมรีแลนด์ได้ปฏิเสธคำขอหย่า โดยให้เหตุผลว่า การสมรสของเพศเดียวกันนั้นไม่ได้มีการรับรองในกฎหมายของแมรีแลนด์
ศาลสูงสุดได้ตัดสินว่า รัฐแมรีแลนด์จะไม่ยอมรับการสมรสจากภายนอกรัฐก็ต่อเมื่อการสมรสนั้น "เป็นปฏิปักษ์" (repugnant) ต่อนโยบายสาธารณะของรัฐ ซึ่งการสมรสในกรณีนี้ยังไม่ถึงขั้นเป็นปฏิปักษ์ต่อนโยบายของแมรีแลนด์ จึงมีสถานะเป็นคู่สมรสที่สามารถหย่าได้ไม่ต่างจากกรณีอื่นๆ
เมื่อต้นปีที่ผ่านมา แมรีแลนด์ได้ผ่านกฎหมายที่อนุญาตให้เพศเดียวกันแต่งงานกันได้ แต่จะเริ่มมีผลบังคับใช้ในเดือนมกราคม 2013 ซึ่งอาจจะถูกยกเลิกโดยประชามติในเดือนพฤศจิกายนนี้
ที่มา - CNN, The Washington Post
ตอนนี้ Eduardo Saverin อยู่ที่ไหน?
คนจำนวนมากคงจะคุ้นเคยชื่อของ Eduardo Saverin ผู้ร่วมก่อตั้ง Facebook จากภาพยนตร์ The Social Network ล่าสุดที่ Facebook เพิ่งจะขายหุ้นสู่สาธารณะชน Saverin ก็เพิ่งจะออกมาโพสต์แสดงความยินดีกับเขาด้วย สิ่งที่หลายคนอาจจะสงสัยคือ แล้วตอนนี้ Saverin ไปอยู่ที่ไหน ทำอะไรอยู่
เมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา หนังสือพิมพ์ Wall Street Journal ได้ตีพิมพ์บทความที่พูดถึงชีวิต "หลัง Facebook" ของ Eduardo Saverin ที่ตอนนี้ก็เรียกได้ว่า ร่ำรวยมาก จากหุ้น Facebook ที่ครอบครอง แม้จะโดนบีบออกจาก Facebook อย่างที่เห็นในภาพยนตร์ The Social Network ก็ตาม (จริงๆ แต่เดิม Saverin ก็มีพื้นฐานที่ค่อนข้างร่ำรวยอยู่แล้ว)
อินเทลตั้งเป้าเลิกใช้แร่ที่มีข้อขัดแย้งภายในปี 2013
แร่โลหะหายากหลายตัวที่เป็นวัตถุดิบสำคัญสำหรับการผลิตอุปกรณ์เซมิคอนดักเตอร์ทุกวันนี้มีอยู่มากในประเทศที่ยังเต็มไปด้วยการละเมิดสิทธิมนุษยชน เช่น คองโก และรวันดา เรียกกันว่า conflict-minerals อินเทลเองในฐานะผู้ผลิตเซมิคอนดักเตอร์รายใหญ่ของโลกก็ถูกหลายองค์กรโจมตีมาตลอดว่าใช้แร่ธาตุจากแหล่งเหล่านี้ และวันนี้ทางอินเทลก็มีการตอบสนองต่อข้อเรียกร้องในเรื่องนี้ โดยประกาศว่าจะตรวจสอบแร่สำคัญสี่ตัว ได้แก่ แทนทาลัม, ทอง, สังกะสี, และทังสเตน และจัดหาแหล่งแร่ที่อยู่นอกพื้นที่ขัดแย้งมาแทนที่ทั้งหมดภายในปี 2013
นอกจากประเด็นพื้นที่ขัดแย้งแล้ว การแถลงข่าวครั้งนี้ยังประเด็นสิ่งแวดล้อมที่อินเทลสัญญาว่าจะใช้น้ำต่อชิปที่ผลิตออกมาลดลงเรื่อยๆ และไม่สร้างของเสียที่ต้องการฝังกลบเลยภายในปี 2020 ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลง 10% จากค่าฐานปี 2010 ภายในปี 2020
ที่มา - Engadget
อัตราการเกิดของคนผิวขาวในสหรัฐฯ ต่ำกว่าครึ่งแล้ว
การเปลี่ยนแปลงด้านเชื้อชาติในสหรัฐฯ นั้นมีอยู่อย่างต่อเนื่อง ล่าสุดรายงานการการเกิดของประชากรสหรัฐฯ ก็ถึงจุดเปลี่ยนแปลงสำคัญเมื่อจำนวนการเกิดของประชากรผิวขาวในสหรัฐฯ นั้นลดลงต่ำกว่า 50% หลังจากมีอันตราการเพิ่มประชากรในกลุ่มนี้น้อยมากมาต่อเนื่องหลายปี
ประชากรชนกลุ่มน้อยที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องปีละประมาณ 2% ทำให้เมื่อปี 2010 ชนกลุ่มน้อยมีสัดส่วนเป็น 36.6% อย่างไรก็ดี ก่อนหน้านี้เคยมีการคาดการณ์ว่าคนกลุ่มน้อยจะมีสัดส่วนประชากรรวม (ไม่ใช่แค่การเกิด) มากกว่า 50% ภายในปี 2040 แต่ปรากฏว่าช่วงหลังอัตราการเกิดของเชื้อชาติอื่นๆ ก็กำลังอยู่ในช่วงขาลงเช่นเดียวกับคนผิวขาว ทำให้การเปลี่ยนแปลงสัดส่วนอาจจะช้ากว่าที่คาดไว้ก่อนหน้านี้ไปอีกหลายปี เหตุผลหนึ่งคือการอพยพเข้ามาในสหรัฐฯ นั้นมีจำนวนลดลงมาก
การเปลี่ยนแปลงของสัดส่วนประชากรเช่นนี้มีผลทั้งด้านเศรษฐกิจ และการเมือง โดยประชากรในสหรัฐฯ มีแนวโน้มที่จะมีความหลากหลายมากขึ้นเรื่อยๆ ในแต่ละรุ่น
ที่มา - Fox News
ไปรษณีย์สหรัฐฯ เลิกส่งอุปกรณ์ที่มีแบตลิเธียมฯ ออกนอกประเทศ ด้วยเหตุผลด้านความปลอดภัย
ข่าวร้ายสำหรับพวกชอบสั่งของจากสหรัฐฯ มาถึงแล้ว เมื่อไปรษณีย์สหรัฐฯ (USPS) ที่กำลังประสบสภาวะขาดทุนอย่างหนักอยู่ ได้ประกาศยกเลิกการส่งอุปกรณ์ทุกชนิดที่มีแบตเตอรี่ประเภทลิเธียมไอออนออกนอกสหรัฐฯ ซึ่งรวมถึงอุปกรณ์ยอดนิยมอย่างแท็บเล็ต หรือสมาร์ทโฟนด้วย โดยจะเริ่มบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 16 พฤษภาคมเป็นต้นไป
เหตุผลที่ทาง USPS ยกขึ้นมาคือแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนนั้นอาจเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุระหว่างการขนส่งด้วยเครื่องบิน ซึ่งเคยมีกรณีที่เกิดไฟไหม้ในตัวเครื่องเกิดขึ้น และเป็นผลให้เสียเครื่องบินไปถึง 2 ลำตั้งแต่ปี 2006 เป็นต้นมา
สำหรับผู้ให้บริการรายอื่นอย่าง UPS และ FedEx ยังไม่ออกมาพูดถึงกรณีนี้ และน่าจะไม่มีแผนปรับเปลี่ยนอะไร เนื่องจากมูลค่าการขนส่งของอุปกรณ์กลุ่มดังกล่าวนั้นสูงพอตัว
"ถ้ากรีซจะออกจากยูโรโซน ผลกระทบไม่ต่างจากการเกิดแผ่นดินไหวหรือนิวเคลียร์ถล่ม ทุกชีวิตจะต้องเริ่มต้นทุกอย่างใหม่"
เมื่อคืนที่ผ่านมาตลาดหุ้นทั่วโลกอาจจะได้เห็นปรากฏการแดงทั้งกระดาน เนื่องจากกระแสข่าวว่าประเทศกรีซอาจจะต้องออกจากเขตยูโรโซน โดยตอนนี้นักเศรษฐศาสตร์ทั่วโลกกำลังพยายามคำนวนถึงผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นกับกรีซและเศรษฐกิจของโลก โดย Yannis Stournaras หนึ่งในนักเศรษฐศาสตร์ที่เคยให้คำปรึกษากับรัฐบาลกรีซมาหลายครั้งได้ออกมาบอกว่า "การที่กรีซจะออกจากยูโรโซน จะทำให้เกิดผลกระทบกับประเทศไม่ต่างจากการเกิดแผ่นดินไหว หรือนิวเคลียร์ระเบิดกลางเมือง ทุกอย่างจะสูญสิ้น และทุกชีวิตจะต้องเริ่มนับหนึ่งใหม่ทั้งหมด" และหากถามถึงแผนสำรองของประเทศกรีซ ว่าจะทำอย่างไรหลังจากออกจากเขตยูโรโซน คำตอบของ Stournaras ง่าย ๆ คือ "ไม่มี"
Thomas Risse ศาสตราจารย์ทางด้านการเมืองนานาชาติแห่งมหาวิทยาลัย Free University of Berlin ออกมากล่าวอีกว่า "ไม่มีใครในโลกสามารถคำนวนผลกระทบต่าง ๆ หากกรีซออกจากยูโรโซนได้ และไม่มีใครอยากให้เกิดการทดลองขึ้น"
สิ่งที่น่ากลัวไปกว่านี้ก็คือประเทศกรีซ ไม่ใช่ประเทศเดียวที่เป็นปัญหา แต่ไอร์แลนด์ โปรตุเกส หรือแม้กระทั่งประเทศยักษ์ใหญ่ของยุโรปอย่างสเปน และฝรั่งเศส ก็เริ่มที่จะพบกับปัญหาของตัวเอง และต้องเริ่มที่จะปรับโครงงสร้างเศรษฐกิจภายในของประเทศและตัดรายจ่ายต่าง ๆ มากยิ่งขึ้น
แชทระหว่างเดินในรัฐนิวเจอร์ซีย์ผิดกฎหมาย มีโทษปรับที่ 85 เหรียญ
เรื่องธรรมดาที่เห็นได้ทั่วไปอย่างการพิมพ์ข้อความบนมือถือระหว่างเดินตามทางเท้ากำลังจะกลายเป็นเรื่องที่ผิดกฎหมายในรัฐนิวเจอร์ซีย์ ผู้กระทำผิดจะถูกปรับเป็นเงิน 85 ดอลลาร์สหรัฐฯ (ประมาณ 2,500 บาท)
ประเด็นหลักของพวกแชทระหว่างเดินนอกจากจะสร้างความน่ารำคาญด้วยการบังทางแล้ว ยังไปเกี่ยวโยงกับอุบัติเหตุด้วย โดย Thomas Ripoli หัวหน้ากรมตำรวจประจำเมืองฟอร์ต ลี บอกว่าในปีนี้มีอุบัติเหตุที่เกี่ยวข้องกับคนที่แชทระหว่างเดินถึงสามครั้ง ทำให้ต้องยกประเด็นนี้ขึ้นมาเพื่อให้ประชาชนทราบถึงความอันตรายของการแชทระหว่างเดินเสียที
แน่นอนว่าต้องมีหลายคนที่ไม่เห็นด้วยกับกฎดังกล่าว และบอกว่าค่าปรับนั้นสูงเกินไป แต่ถึงกระนั้นนับตั้งแต่เริ่มใช้กฎดังกล่าวก็มีผู้ถูกปรับไปแล้วทั้งสิ้น 117 คนเข้าไปแล้ว
ที่มา - ABC NEWS
เป๊บซี่-โคกำลังดึงบุญรอดฯ มาเป็นพันธมิตรในตลาดเครื่องดื่มเมืองไทย
เนื่องจากสัญญาการผลิตและจัดจำหน่ายที่ทำกับบริษัทเสริมสุขกำลังจะหมดลงในปลายปีนี้ บริษัทเป๊บซี่-โค ผู้ผลิตน้ำอัดลมภายใต้เครื่องหมายการค้าเป๊บซี่จึงต้องมองหาพันธมิตรทางการค้าในไทยรายใหม่ ประชาชาติธุรกิจออนไลน์รายงานว่าขณะนี้เป๊บซี่-โคกำลังอยู่ระหว่างเจรจาชักชวนบริษัทบุญรอดบริวเวอร์รี่ จำกัด (มหาชน) มาเป็นพันธมิตรจัดจำหน่ายและร่วมลงทุนสร้างโรงงานผลิตเครื่องดื่มโรงใหม่ หลังจากที่เป๊บซี่-โคได้ได้ประกาศซื้อโรงงานขนาด 95 ไร่ต่อจากซานมิเกล ในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมอมตะนครมูลค่ากว่า 4 พันล้านบาท เพื่อนำมาปรับปรุงเป็นโรงงานผลิตน้ำอัดลมไปก่อนหน้านี้ โดยทางบุญรอดฯ เองก็ได้ออกมายอมรับว่าได้ทางบริษัทได้รับข้อเสนอจากเป๊บซี่-โคจริง แต่ยังไม่มีข้อสรุปใดๆ ในประเด็นดังกล่าว
ถ้าผลการเจรจาพันธมิตรครั้งนี้ประสบความสำเร็จ เป๊บซี่-โคไม่เพียงจะได้ช่องทางการจัดจำหน่ายของเครือบุญรอดฯ ในการกระจายเครื่องดื่มทั้งหมดของบริษัทที่ไม่ด้อยไปกว่าปัจจุบันที่เสริมสุขมี (ปัจจุบันเสริมสุขเป็นบริษัทลูกของบริษัทไทยเบฟเวอร์เรจ หลังจากที่เข้าซื้อหุ้นต่อจากเป๊บซี่-โคเมื่อกลางปีก่อน ) แต่ยังจะได้การ supply ขวดแก้วจากบางกอกกลาสบริษัทลูกของบุญรอดฯ ด้วย ทำให้สามารถแก้ปัญหาช่องทางการจัดจำหน่าย โลจิสติกส์และแหล่งผลิตขวดแก้วซึ่งเป็นปัญหาสำคัญไปได้ แต่อย่างไรก็ดีเป๊บซี่-โคคงยังเผชิญกับปัญหาใหญ่อยู่นั่นคือปัญหาการขาดแคลนขวดแก้วสำหรับผลิตน้ำอัดลมขวดหมุนเวียนซึ่งถือเป็น segment ที่ใหญ่ที่สุดในตลาดน้ำอัดลมเมืองไทยในช่วงแรกหลังจากหมดสัญญากับเสริมสุข เนื่องจากขวดแก้วส่วนใหญ่เป็นของเสริมสุข ซึ่งบริษัทเผยว่าจะแก้ปัญหานี้ด้วยการเน้นไปทางกระป๋องและขวด PET โดยเน้นไปที่โมเดิร์นเทรดเป็นหลักเพื่อชดเชยรายได้ที่จะหายไปบางส่วนจาก segment น้ำอัดลมขวดหมุนเวียน
ที่มา - ประชาชาติธุรกิจออนไลน์
กรีซอาจจะต้องออกจากยูโรโซนเป็นคำตอบสุดท้าย และโลกจะพบกับปัญหาเศรษฐกิจครั้งใหญ่
ในตอนนี้ประเทศกรีซต้องเจอกับปัญหาเศรษฐกิจต่าง ๆ มากมาย ตั้งแต่เรื่องอัตราว่างงานที่สูงมาก, อัตราเงินเฟ้อที่สูงถึง 50% ต่อปี, ขนาดเศรษฐกิจของประเทศหดตัวต่อเนื่อง จนไปถึงเรื่องชาวกรีกเริ่มออกไปหางานในต่างประเทศแล้ว โดยเหตุการณ์เหล่านี้ทำให้นักเศรษฐศาสตร์รอบโลกรวมไปถึง Citigroup และ BNP Paribas เริ่มพูดถึงความเป็นไปได้ที่กรีซ อาจจะต้องออกจากเขตยูโรโซนในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า
หากพูดถึงความสำคัญของประเทศกรีซต่อยูโรโซนแล้วอาจจะเป็นเรื่องที่ไม่น่าแปลกใจ ว่าทำไมประเทศพี่ใหญ่อย่างเยอรมนีสามารถที่จะแบกรับปัญหาของประเทศนี้ได้ แต่ถึงแม้ว่ากรีซจะเป็นแค่ 2.2% ของจีดีพีของเขตยูโรโซนทั้งหมดก็ตาม การที่กรีซออกจากเขตยูโรโซนอาจจะสร้างปัญหาให้กับประเทศที่เป็นสมาชิกยูโรโซนรายอื่น ๆ อีกได้ และผลที่ตามมาคือเราอาจจะเห็นสเปน กับอิตาลี ออกจากเขตยูโรโซนตามรอยกรีซในอนาคต
ถ้ากรีซจะออกจากยูโรโซนจริง สิ่งที่จะเกิดขึ้นทันทีก็คือเศรษฐกิจของประเทศกรีซ จีดีพีของประเทศจะหายไปทันที 20% และค่าเงินเฟ้อจะพุ่ง 40-50% ในขณะที่อัตราส่วนของหนี้สาธารณะของประเทศต่อจีดีพีจะอยู่สูงกว่า 200% ส่วนค่าเงินใหม่ของประเทศกรีซจะต้องถูก "ปรับลดค่าลง" (devaluation) ให้อยู่ต่ำกว่าเดิมถึง 50% เพราะกรีซจะตกอยู่ในสถานะเกือบล้มละลาย
กฎหมาย FATCA สหรัฐฯ เริ่มมีผล ธนาคารทั่วโลกเลิกให้บริการลูกค้าสัญชาติอเมริกัน
เครือข่ายธนาคารนานาชาติหลายแห่งได้ออกมา "ตอบรับ" กฎหมายใหม่ของสหรัฐที่ชื่อ Foreign Account Tax Compliance Act (FATCA) ซึ่งเป็นกฎหมายที่ออกมาป้องกันการเลี่ยงการจ่ายภาษีของชาวอเมริกันด้วยการทำธุรกรรมทางการเงินนอกประเทศ โดยกฎหมายนี้สั่งให้ธนาคารทุกแห่งนอกสหรัฐฯ ต้องรายงานรายได้ของลูกค้าชาวอเมริกันทุกอย่างให้แก่รัฐบาลสหรัฐฯ
โดยการตอบรับที่ว่านี้ คือการปฏิเสธที่จะให้บริการลูกค้าชาวอเมริกัน โดยตัวแทนจากหลาย ๆ ธนาคารเห็นว่ามันเป็นไปไม่ได้ ที่ธนาคารจะต้องรับภาระจุดนี้ ซึ่งภาระดังกล่าวจะทำให้ต้นทุนการให้บริการลูกค้าชาวอเมริกันสูงมากจนไม่คุ้มแก่การให้บริการ
กฎหมายนี้ได้ถูกผ่านในสภาทั้งสองของสหรัฐในปี 2010 แต่มีผลบังคับใช่จริงวันที่ 1 มกราคมปีหน้า
ที่มา - Washington Post
